Shila

[BT] Shila : You Know Who

posted on 29 Jul 2009 22:32 by brown-sucre  in Shila
 
 
  เอนทรี่เป็นส่วนหนึ่งของบลอดเวนนะคะ
 
 

 

Shila : You Know Who

 


เสียงอิเลกโทรนิกออคาริน่าเงียบไป เนื่องจากผู้ที่ใช้โปรแกรมออคาริน่าในไอโฟนได้ลดมือลง หลังจากยกมันจ่อปากและเป่าลมออกเป็นท่วงทำนองอยู่ครู่หนึ่งแล้ว

          สวิตรลุกจากเก้าอี้ไม้ที่วางอยู่บนชานบ้าน เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงห้าส่วน ก่อนวิ่งลงไปตามบันไดไม้ช่วงสั้นๆ ที่หันหน้าลงสวน
          "กี่กระถางแล้วเนี่ย”
          ผู้ที่นั่งอยู่ลุกยืน ถอดถุงมือไหมพรมสำหรับทำสวน ก่อนที่จะเดินมาหา
          “เยอะอยู่ สั่งต้นอ่อนมา แล้วเอามาใส่กระถางเอง ประหยัดกว่าสั่งแบบลงกระถางมาเลย” เธอยิ้มกว้าง มองเขาที่ถอนหายใจ และหยิบผ้าเช็ดหน้ามาวางแปะบนหน้าผากคนตัวเตี้ยกว่า “ขอบใจจ้ะ”
          พี่สาวซับเหงื่อที่พราวอยู่บนหน้าผากตนเอง แม้หน้าร้อนจะจากไปแล้วตามเวลาในปฏิทิน แต่แดดก็ยังคงจัดจ้าอยู่ดี
          “เดี๋ยวเย็นฝากเอาต้นไม้ไปให้ทุกคนหน่อยได้ไหม ให้ในนามบ้านเรา”
          “จะเอามะลิให้ทุกคนเลยเรอะ”
          “หมายถึงทุกคนในรายชื่อ” เธอหัวเราะ “ถ้าให้หมดก็แปลว่าสำคัญเท่ากันหมด รู้สึกว่ามันหลอกลวงน่ะ ก็เลยอยากให้แต่คนที่คุ้นเคยกัน”
          “คนบ้านข้างๆ ก็มีรายชื่อเหรอ...”
          “ก็ลูกค้าประจำนี่ แม้ช่วงหลังจะไม่ได้มาบ่อยก็เถอะ ส่วนเกลนั่นให้โบตั๋นเขาไปปลูกแล้ว” พี่สาวเขายิ้มน้อยๆ “อืม...แล้วก็ของเอเซน อาร์ม เอ้อ แล้วก็ของเทอรี่ด้วย รบกวนหน่อยนะคะพ่อหนุ่ม”
          พี่สาววางสองมือแนบหน้าเขา เธอยิ้มหวานอย่างที่ผู้ชายหลายคนต้องหลง จะมีคนหนึ่งที่ไม่เป็นเช่นนั้นก็คือเขา... ที่ยืนหน้ามุ่ยอยู่
          “ส่วนบ้านคุณเคลย์ตัน คิดว่ากระถางเดียวน่าจะโอเค”
          “ผมก็ว่าลีออนคงไม่ใส่ใจจะรดน้ำหรอกมั้ง ดีแล้วที่ไม่ให้ เพราะทีตัวเองข้าวปลายังไม่อยากหากิน”
          “ปากเรานี่นะ” พี่สาวมุ่นคิ้ว มองน้องชายด้วยสายตาปราม “แล้วอยากได้ไปให้ใครบ้างไหม ตามสบายเลยนะ”
          “อยากให้น้องธร” เขายิ้มกว้างเมื่อนึกถึงเด็กชายนิสัยดีคนนั้น “แล้วก็กวิณด้วย แต่ถ้าจะเอาไว้ที่ร้าน คงต้องเลี้ยงในกระถาง”
          “กวิณด้วยเหรอ ? สนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่”
          “ก็ตอนที่พี่ทิ้งร้านไปให้ผมดูแลนั่นละ ไม่มีอะไรทำก็ไปนั่งคุยกับเขา ถูกอัธยาศัยกันดีก็เลยเป็นลูกค้าประจำร้านเขา แต่ตอนนี้จะเรียกเป็นเพื่อนก็โอเคนะ”
          คนฟังพยักหน้า “หมดแล้วใช่ไหม จะได้เตรียมไว้ให้ครบ”
          “อ้อ แล้วก็อีกคนนึง ให้หมิงด้วย”
          “หมิง ? ใครน่ะ คุ้น ๆ หู แต่ก็นึกไม่ออก”
          “อา...คนรู้จัก เขาอยู่เมืองนี้แหละ เจอกันเมื่อนานมาแล้ว ได้คุยกันบ้าง เห็นอยู่คนเดียวก็เลยอยากเอาต้นไม้ไปให้เลี้ยงแก้เหงา”
          “อือฮึ ตามสบาย”
          “เดี๋ยวมีของใครบ้างล่ะ ผมจะได้เอาออกไปให้เขาเลย ตอนบ่ายๆ นัดคนเอาไว้ เดี๋ยวเขาเอาของมาส่งที่บ้าน”
          “ตามโพยนี่เลย” พี่สาวเขายิ้มกว้าง “ยืมรถเข็นคุณชาร์ลีมาให้แล้วด้วยล่ะ”
          “ฮื่อ” สวิตรคำรามเบา ๆ ในคอ ก่อนช่วยอีกฝ่ายลำเลียงต้นไม้ใส่รถเข็น

 

 

อีกราวสามชั่วโมงต่อมา สวิตรเพิ่งถึงบ้าน

          เขาส่งมะลิไปทั้งหมดไม่รู้กี่กระถาง (จำได้แค่ว่าครบ) เหตุที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้ เพราะเขาอยู่ทานข้าวกลางวันกับคุณเคลย์ตัน เนื่องจากไปส่งเอาตอนเที่ยง รวมเวลาทาน ช่วยอีกฝ่ายล้างจาน ก็ได้ออกจากบ้านราวบ่ายโมง ส่งของไปเรื่อยๆ กระทั่งไปที่บ้านของอามิน่า ซึ่งต้องส่งมอบมะลิทั้งหมดสามกระถาง เขาก็ต้องแวะเข้าไปทานขนมและน้ำชากับอามิน่า พสุธร แล้วก็เอสเธอร์
          สวิตรคิดว่าคงไม่กินข้าวเย็นแล้ว...
          เขาสลัดรองเท้าแตะสีเทาสำหรับสวมในบ้านออก พร้อมๆ กับทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาที่ห้องนั่งเล่น แสงแดดสลัวของยามบ่ายที่มีเมฆมากยิ่งมืดลง เมื่อลมหยุดพัดม่านที่ยาวระพื้น เขาหลับตา...ตั้งใจว่าจะงีบสักพัก
หนังตาที่หนักราวมีเหล็กถ่วงค่อย ๆ ปิดลง...ปิดลง



          ปัง !


          “อูย...”
          เสียงประตูดังจนเขาสะดุ้ง
          สวิตรครางเบาๆ อย่างขัดอกขัดใจ ก่อนพลิกตัวนอนคว่ำ ซบหน้าลงไปกับหมอน ขณะเดียวกันก็ฟังเสียงฝีเท้าคนที่วิ่งตรงมาทางนี้
          “สวิตร ! ตื่น ! มีคนเอาต้นไม้มาส่ง”
          “หือ...ต้นไม้อะไรน่ะพี่” เขาตบหมอนที่หนุนอยู่เข้ามากอด นอนนิ่งอยู่ครู่ถึงผุดลุกขึ้น “เออ ผมนัดให้เขาเอามาส่งนี่หว่า พี่ให้เขาเข้ามาเลยรึเปล่าน่ะ”
          “เปล่า พี่จะไปรู้ได้ไงว่าเราสั่งต้นไม้มาน่ะ” พี่สาวเขาสวนกลับเสียงแข็ง “แล้วสั่งต้นไม้อะไรมา จะลงตรงไหน ต้นสูงเท่าตึกสองชั้นอย่างนั้น”
          “เชอร์รี่บลอสซัมไง ชอบไม่ใช่เหรอ”
          “ก็ใช่...”
          สวิตรหาว ก่อนลุกขึ้นบิดขี้เกียจพลางมองหารองเท้าที่ตนสลัดทิ้งไว้
          “ว่าจะลงให้ที่ข้างหน้าต่างห้องนอนพี่ ที่พี่บอกว่าแดดมันแรงไป อยากได้เงาไม้บังน่ะ วันนี้วันให้ต้นไม้ไม่ใช่หรือไง”
          “ตายแล้ว น้องชายพี่น่ารักจริง” พี่เข้ามากอดเขาแน่น โน้มคอลงมาหอมแก้มอย่างเอ็นดู “แต่เขามาส่งสองต้นแน่ะ”
          “อ้อ...สองเหรอ เขาบอกว่าของที่นี่ทั้งสองต้นหรือฮะ”
          “ใช่ บอกว่าของบ้านคุณมาร์โซทั้งสองต้นเลย”
          “โอเค งั้นเดี๋ยวไปดูด้วยกันก่อนนะ” สวิตรคว้าข้อมือพี่สาวเดินออกจากบ้าน และลอบถอนหายใจเบาๆ
การแกล้งทำ ‘ไม่รู้’ นี่มันลำบากดีจริงๆ เลยน้อ

 

 

          พนักงานในชุดสีเทาทั้งหกคนยืนรออยู่หน้ารถบรรทุกหกล้อ มองแล้วก็ชวนให้เจ้าของบ้านคิดว่าพอเสร็จงาน พวกเขาคงหาที่กลับรถได้ลำบากเป็นแน่
          “คุณซาเวียร์ มาร์โซใช่ไหมครับ”
          สวิตรยืนคุยรายละเอียดกับชายร่างท้วมซึ่งแนะนำว่าตนเองเป็นหัวหน้าอยู่ครู่หนึ่ง อีกฝ่ายยื่นใบสั่งซื้อให้เขาดู เมื่อเห็นชื่อผู้สั่งเขาก็อดถอนใจไม่ได้ คิดว่าก็คงต้องไหลไปตามน้ำ... น่าจะปลอดภัยกว่า
          “ส่วนของเชอร์รี่บลอสซัมอยู่ทางโน้นครับ เดินตามมาที่นี่เลยครับ ผมดูที่เอาไว้แล้ว” เขาเดินนำผู้ที่เป็นหัวหน้าพนักงานไปยังสนามหญ้าด้านหลังบ้าน
          “เอ๊ะ ไหนว่าจะเอาไว้ให้ข้างห้องนอนพี่ไงล่ะ”
          “น่า เหลืออีกต้นนึง เอาต้นนั้นไว้ที่หน้าต่างห้องแทนก็ได้”
          “ทำไมไม่เหมือนที่บอกทีแรก”
          สวิตรยิ้มน้อย ๆ ไม่ตอบพี่สาว หากกวักมือเรียกให้คนงานยกต้นไม้ซึ่งสูงราว ๔ เมตรลงมาจากรถ กิ่งก้านของมันถูกตัดและลิดออกบางส่วนเพื่อลดการคายน้ำ  รากที่เหลือจากการตัดแต่ง ถูกหุ้มไว้ด้วยดินและวัสดุเก็บความชื้นจนเป็นทรงกลม อย่างที่เรียกกันว่า ‘บอลล์’ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการเคลื่อนย้ายต้นไม้ใหญ่เพื่อนำไปปลูกได้ในทันที
          เขาเองอยากจะลองซื้อต้นไม้ใหญ่มาลงที่สวนของบ้านบ้าง แต่ปี ๆ หนึ่ง ก็กลับนิว ออร์ลีนส์ไม่กี่หน ที่พักในแมนฮัตตันก็ดันเป็นตึก เขาก็เลยได้แต่มองต้นไม้ใหญ่ ๆ สูง ๆ ในเซ็นทรัลปาร์คและถอนใจอยู่บ่อยครั้งด้วยความเสียดาย...
          “พี่ขึ้นบ้านก่อนนะ”
          “อ้าว แล้วไม่อยู่บัญชาการเอาต้นไม้ลงสวนก่อนเหรอ”
          “ก็เราสั่ง เราก็ดูเอาเองสิว่าอยากให้ลงตรงไหน” สวิตรมองตามพี่สาวที่เดินขึ้นบ้านไป ดูท่าทางเธอไม่สบอารมณ์สักเท่าไรนัก นั่นทำให้เขาถอนใจ...อีกครั้ง
          การรับบท ‘ตัวร้าย’ ทำให้พี่โกรธนี่ไม่ค่อยโสภาเอาเสียเลย

 

เธอมองออกออกไปนอกระเบียง เสียงคนคุยกันที่ดังมาตลอดบ่ายเงียบไปแล้ว ข้าง ๆ ห้องนอนกลับมีต้นไม้สูงเท่าตึกสองชั้นอยู่แทน ชีล่าเดินออกมาที่ระเบียง ก้มมองไม้ค้ำแลดูแข็งแรงที่โคนต้น พลางมองเลยออกไปในสวนที่ต้นเชอร์รี่บลอสซัมต้นใหม่ถูกปลูกไว้

          แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมน้องชายถึงกลับคำเอาเสียดื้อๆ แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรได้ เพราะอย่างไรคนซื้อบ้านนี้ก็คือสวิตร หากเขาพอใจที่จะปรับปรุงบ้านก็ย่อมมีสิทธิ์ เพียงแต่เธอเสียดาย... แทนที่จะได้ดอกไม้สวยๆ มาให้มอง กลับเป็นต้นไม้อะไรก็ไม่รู้ 
          “พี่ ลงมานี่หน่อย เขาจะไปกันแล้ว”
          ชีล่ามองน้อยชายที่ป้องปากตะโกนมาจากด้านล่างเหมือนเด็กๆ ก่อนถอนใจ จากนั้นเดินลงไปทางบันไดด้านหลังบ้านซึ่งใกล้กับสวนและห้องนอนของเธอมากกว่า

          “มีอะไรหรือสวิตร ? ”
          ชายหนุ่มมองพี่สาวซึ่งเดินตรงมาหาด้วยท่าทีไม่ค่อยจะใส่ใจสักเท่าไรนัก
          “เมื่อกี้ตอนเอาเจ้าต้นใหญ่นี่ลง ผมเซ็นรับของแทนพี่ไปน่ะ”
          “แทนพี่ ? ” เธอมุ่นคิ้ว “พี่ไม่ได้สั่งนะ”
          “ครับ คุณไม่ได้สั่งแต่มีคนสั่ง ให้ผมนำมาส่งให้ครับ” หัวหน้าพนักงานยิ้มกว้าง “รับจดหมายด้วยนะครับ”
          พี่สาวเขารับซองจดหมายสีนวล ทีแรกใบหน้าเธอมีแต่ความสงสัยปรากฏชัด หากเมื่อเปิดซองออกอ่านการ์ดสีขาวดูเรียบ ๆ จู่ ๆ แก้มก็เป็นสีเรื่อทั้งที่ไม่ได้แต่งหน้าเลยสักนิด เธอเก็บมันลงซองดังเดิม ก่อนเงยหน้าและยิ้มให้พนักงานที่ยืนรอ
          “ขอบคุณค่ะ”
          “งั้นพวกผมไปก่อนนะครับ ขอบคุณที่ใช้บริการ” หัวหน้าพนักงานยกหมวกแทนการอำลา ก่อนพากันขึ้นรถบรรทุก
          สวิตรเดินตามไปเพื่อเปิดประตูให้พวกเขากลับรถ ระหว่างนั้นก็ไม่วายสังเกตพี่สาวที่หยิบการ์ดขึ้นมาอ่านอีกครั้ง แล้วก็เดินฉับๆ ขึ้นบ้านไป แล้วก็นั่งอยู่ริมระเบียง มองการ์ดนั่นได้อีกนานสองนาน...

 

 

เจ้าของห้องหยิบเสื้อคลุมมาสวม ก่อนเปิดประตูระเบียง และยืนมองต้นไม้ตรงหน้าที่เป็นเพียงเงาราง ๆ เธอเพิ่งกลับจากบาร์เมื่อตอนเที่ยงคืน และเตรียมตัวจะเข้านอน เพื่อพรุ่งนี้จะได้ตื่นไปเจอลูกค้าตอนเที่ยงได้ หญิงสาวกอดอกมองต้นไม้สูงใหญ่ที่ตนเองจะไม่นึกรังเกียจอีกต่อไป ชีล่ายืนมองมันอยู่ครู่ใหญ่ พลางถอนใจและเดินกลับเข้าไปในห้องนอน งับบานประตูยาวปิดสนิท แขวนเสื้อคลุมไว้ข้างเตียง
          เธอตบหมอนเบาๆ เอื้อมมือจะปิดโคมไฟสีนวลที่หัวเตียง แต่แล้วมือก็ต้องชะงัก พลันหยิบซองจดหมายขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่ง



 
 

 

          หญิงสาววางมันไว้ในลิ้นชัก ข้าง ๆ โหลแก้วทรงกลมใบเล็ก ซึ่งมีดอกไม้สีขาววางอยู่ แม้จะไม่สดชื่นเท่ากับยามที่เพิ่งร่วงหล่นจากต้น แต่เธอก็ยังคิดว่ามันสวย ได้แต่หวังใจว่าฤดูร้อนหน้า มันคงจะบานพราวเต็มต้น ให้ตนเองได้นั่งชม...เพลิดเพลิน
          ไม่ใช่แค่เพียงลำพัง... 

 

Photobucket
 
 

คนที่คุณก็รู้ว่าใคร (You Know Who) - STAMP feat.คนที่คุณก็รู้ว่าใคร

 

 

หากคุณตื่นตอนเช้าเเล้วพบว่ามีช่อดอกไม้ใหญ่
มองหาเจ้าของคุณก็ไม่เห็นใคร
ไม่ต้องแปลกใจเพราะช่อนั้นมันเป็นของคุณ
กลางคืนก่อนเข้านอนแล้วพบว่ามีเบอร์ที่ไม่คุ้น
ส่งเป็นข้อความว่าเค้าคิดถึงคุณด้วยถ้อยคำอ่อนละมุน ว่าคืนนี้ฝันดีรีบเข้านอน

(*)
ก็จะมีใครอีกเหล่าแค่อยากให้เซอร์ไพส์กลัวเหงา
คุณไม่ต้องไปตามหาว่าใคร
ไม่ต้องสงสัยนั่นคือความจริงใจของผม
คนเดิม...คนที่คุณก็รู้ว่าใคร
คนที่คอยอยู่ดูแลระยะไกลนานแค่ไหน
ก็ยังเป็นห่วงคุณเหมือนเดิม

คุณก็รู้ว่าใครคุณก็รู้ใช่ไหม


เมื่อไรเจอลมฝน กลัวเปียกปอนหนาวกาย
ต้องรีบไปให้ทัน ในใจหวังเพียงขอมีร่มซักคัน
ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าคุณบังเอิญเห็นมันวางอยู่ตรงนั้น

( ซ้ำ *)
ก็จะมีใครอีกเหล่า แค่อยากให้เซอร์ไพส์กลัวเหงา
คุณไม่ต้องไปตามหาว่าใคร...
ไม่ต้องสงสัยนั่นคือความจริงใจของผม
คนเดิม...คนที่คุณก็รู้ว่าใคร
คนที่คอยอยู่ดูแลระยะไกลนานแค่ไหน
ก็ยังเป็นห่วงคุณเหมือนเดิม


อยากให้รู้ไว้เพียงว่ามีอีกคนที่คิดถึงคุณอยู่ตรงนี้
แบ่งความรู้สึกดีที่มีมาให้คุณได้เสมอ

ไม่ต้องสงสัยนั่นคือความจริงใจของผม

คนเดิมคนที่คุณก็รู้ว่าใคร
คนที่คอยอยู่ ดูแลระยะไกล นานแค่ไหน
ก็ยังเป็นห่วงคุณเหมือนเดิม
ไม่ต้องสงสัยนั่นคือความจริงใจของผม
คนเดิม...คนที่คุณก็รู้ว่าใคร
คนที่คอยอยู่ดูแลระยะไกล นานแค่ไหน

ก็ยังเป็นห่วงคุณเหมือนเดิม

คุณก็รู้...ว่าใคร..

 

 

อัพจนได้ เทศกาลมอบต้นไม้...มีทั้งกระถางและยืนต้นเลยทีเดียว
อัพไปแก้เครียด อ่านให้มันชุ่มชื่นหัวใจละกันเนาะ

อาจจะสงสัยเรื่องหมิง ไว้ค่อยเขียนถึงทีหลังนะคะ ฮิ

รูป ดราฟท์จากรูปใน google ฮ่ะ
แบบว่าอา ห้องชีล่ามุมนี้เลย ประทับใจ
เรารักกูเกิ้ล

 

ป.ล. ชอบแสตมป์จังเลย T_T