[BTS] Track #7 Sing, Sing, Sing

posted on 09 Sep 2012 23:48 by brown-sucre in BTS directory Fiction, Entertainment
 

Entry นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ

 

ซึ่งเป็น Parallel Universe ของ

 
ก่อนหน้านี้
 
 
 
 

         Track #7 Sing, Sing, Sing

 

แซกโซโฟนขับขาน 

          เสียงทรัมเปตแผดร้อง

         ทรอมโบนสอดประสาน

         จังหวะเร่งเร้าตามมือหวดลงบนกลองที่ขึงตึง เท้าเหยียบกระเดื่องกระหน่ำเร่งรัว ฉาบกระทบส่งเสียงแหลม แม้จะมีเสียงคลาริเน็ตดัง เด่นขึ้นมาเหนือใคร ๆ

         มิตรของเขาคือดับเบิ้ลเบส

         เครื่องดีดเสียงทุ้มต่ำบอกจังหวะราวเป็นชายสุขุมที่กำลังสอนงานเขาอยู่

สวิตรไม่รู้กระทั่งเหงื่อที่หยดลงไปบนกลองเป็นเม็ดที่เท่าไหร่ เสียงที่ได้ยินยังก้องอยู่ จนไม่ได้สนสรรพสิ่งรอบตัว          จวบจนสิ้นเพลงเขาถึงได้ถอดหูฟังสีดำออกคล้องคอไว้ กดปิดไอพอดสีเดียวกันพลางถอนหายใจ

         “Sing, Sing, Sing*”

         เด็กหนุ่มเงยหน้า ยิ้มให้ชายร่างสูงใหญ่ผู้เป็นบิดาราวตนเองเป็นเด็กน้อย ที่โดนจับมานั่งหน้ากลองชุดเป็นหนแรก ในตอนนั้นห้องซ้อมใต้ดินช่างใหญ่โต เพียงปิดประตู เสียงทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในนี้ไม่อาจจะเล็ดรอดไปภายนอกได้ มันคือห้องอัด ห้องซ้อม

         และราวกับเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งแรกของเขา

         “พ่อเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ฮะ”

         “สักพัก”

         พ่อโยนขวดน้ำเกลือแร่เย็น ๆ มาให้ เขาเปิดดื่ม ใช้ผ้าขนหนูที่พาดไว้กับคอ เช็ดหน้าเช็ดตา กระพือเสื้อกล้ามที่ใส่เบาๆ เพื่อความร้อน ถึงแม้ว่าในห้องนี้จะมีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ แต่การซ้อมกลองไม่เคยทำให้รู้สึกเย็นสบายได้เลย

         เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายเดินไปยังตู้ ที่แน่นขนัดไปด้วยซีดีเพลงหลากแนว

         สวิตรเล่นดนตรีเพราะพ่อ เขาพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

         ไซมอน โจเอล มาร์โซ – พ่อของเขา เคยเป็นผู้พิพากษา และตอนนี้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีงานอดิเรกเป็นนักดนตรีในวงที่จัดตั้งกันเองในหมู่เพื่อน เป็นงานอดิเรกที่พ่อรัก และมีความสุขเหลือเกินที่จะได้ใช้เวลากับมันในทุกวันอาทิตย์ หลังกลับจากโบสถ์

         สนามหญ้าหน้าบ้านจะมีโต๊ะตัวยาวตั้ง ผู้คนในละแวกใกล้เคียงจะยกอาหารจากบ้านตนเองมาวาง จาน ชาม ช้อนส้อม เรียงรายเป็นระเบียบ ผิดกับผู้คนที่นั่งกระจัดกระจายกันตามอัธยาศัย หากทั้งหมดยังนั่งไม่ไกลจากหน้าประตูโรงรถ ที่มีกลองชุดตั้งคล้ายปักหมุดระบุตำแหน่ง ใกล้กันมีกีตาร์ของคุณลุง ดับเบิ้ลเบสของคุณอาข้างบ้าน และเทเนอร์แซ็กโซโฟนสีทองด้านอย่างวินเทจของพ่อวางอยู่บนขาตั้ง

         แต่นั่นยังไม่หมด...อาจจะมีคลาริเน็ต ทรัมเปต หรือกีตาร์ เพิ่มขึ้นมาได้ทุกเมื่อ เป็นเรื่องปกติ

         สวิตรโตมากับบ้านหลังนี้ โตมากับเสียงเพลงแบบนี้ เขาถึงเป็นอย่างตอนนี้ แม้เขาจะพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่อุทิศวิญญาณให้ดนตรี เพราะบางที...ชีวิตมีเรื่องที่สมควรทำมากกว่าความสนุก

         “ผมไม่ได้ใช้ลำโพงเปิดเพลงไปด้วย แต่พ่อก็ยังรู้ว่าเป็นเพลง Sing, Sing, Sing ของ เบนนี่ กู๊ดแมน”

         “กลองมันเป็นเอกลักษณ์” พ่อยิ้ม ก่อนยิ้มซีดีออกมาแผ่นหนึ่ง คงเป็นแผ่นที่ตั้งใจหาอยู่แต่แรก “แต่ก็ต้องฟังอยู่พัก เพราะพ่อเองก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น”

         “พ่อสอนผมมา”

         “ลูกเก่งกว่าพ่อนานแล้ว”

         สวิตรยิ้มกว้างกว่าเดิม เมื่อพ่อเดินมายีหัวเขาเบา ๆ ชมเชย และเอ็นดู

         เมื่อก่อนมือพ่อใหญ่กว่านี้ ผมสีทองของพ่อก็เคยเห็นสีชัดกว่าที่มีเส้นสีขาวแซม ถึงจะล่วงเลยวัยเกษียณมาแล้ว แต่พ่อก็ยังคงเป็นพ่อคนเดิม คนที่สดชื่น และเติมกำลังใจให้เขาเล่นดนตรีต่อไป

         “อยู่หอได้ซ้อมไหม”

         “เปียโนกับกีตาร์เป็นหลักครับ นอกนั้นผมไปห้องซ้อมของเพื่อน”

         “ดีแล้ว อย่าทิ้ง”

         พ่อให้เขาเรียนเปียโนคลาสสิกแต่เด็ก ทั้งที่ลูกชายร่ำร้องอยากจะเรียนเปียโนแจซ

         ‘คลาสสิคเป็นรากฐาน ถ้าเข้าใจจนสามารถต่อยอดได้แล้ว ค่อยไปแจซ’

         ทุกวันนี้เขายังนึกขอบคุณพ่อไม่หาย

         “แล้ว...ชีล่าล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง”

         สวิตรเงยหน้ามองพ่อ

         ทุกครั้งที่พ่อพูดถึงลูกสาวคนเดียว ที่ยกให้พ่อตาไปดูแลตั้งแต่ยังเล็ก แววตาพ่อมักจะหม่นหมองลงเสมอ

         “พี่สบายดีครับ ทำงานสภา ดูมีความสุขดี แล้วก็ยังซ้อมเปียโนอยู่”

         “จริงหรือ” พ่อดูกระตือรือร้น “ชีล่าซ้อมเปียโนอะไร ไม่สิ เล่นเพลงอะไร”

         “พี่เล่นพ็อพ แจซ เล่นไปร้องไป เราเล่นเปียโนด้วยกันบ่อย”

         “ที่บ้านตาไม่มีเปียโนใช่ไหม”

         “ไม่มีครับ”

         ตาไม่ค่อยชอบระบำ รำ ฟ้อน ตาว่าหลานสาวที่ดีควรทำตัวสงบเงี่ยม เรื่องดนตรี นาฏศิลป์ ไม่ว่าจะของสากล หรือจีน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องไม่จำเป็น พี่สาวเขาจึงต้องแอบหัดเล่นเปียโนตั้งแต่ช่วงเกรด 4 โดยมีพี่ชายคนโตไปรับจากโรงเรียนประจำในวันศุกร์ก่อนกลับมาบ้านพ่อ เพื่อเรียนเปียโนกับครูที่จ้างมา แล้วจึงพากลับบ้านตาในช่วงค่ำ

         พี่สาวกลายเป็นคนในปกครองของตา ราวเป็นลูกสาวคนเล็ก เป็นเช่นนี้มานาน... ตั้งแต่วันที่แม่ต้องยกพี่ให้ตา ตามคำสัญญา

         “เอาเถอะ แค่ได้เล่นดนตรีต่อไป พ่อก็ดีใจแล้ว”

         สวิตรมองพ่อ พ่อพูดออกมา และแววตาพ่อก็บอกเช่นคำที่เอ่ย

         “ทำไมพ่อถึงอยากให้เราเล่นดนตรีล่ะ”

         “คงเพราะ...” พ่อมุ่นคิ้ว ครุ่นคิด “เพราะพ่อนึกภาพชีวิตตัวเองที่ไม่มีดนตรีไม่ออก มนุษย์เราล้วนแต่มีเสียงเพลงอยู่รอบกาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้มันลอยผ่านไป หรือเงี่ยหูฟังแล้วอิ่มเอมไปกับมัน แต่บางคนเขาทำได้มากกว่านั้น เขามีชีวิตอยู่เพื่อสร้างสรรค์มัน”

         “แล้วทำไมพ่อถึงไม่เป็นนักดนตรีล่ะฮะ ทำไมพ่อถึงเป็นผู้พิพากษา”

         พ่อมองหน้าเขา นิ่งเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

         “เพราะดนตรีคือสิ่งที่พ่ออยากจะใช้เวลาว่างทั้งชีวิตเพื่อปล่อยอารมณ์สุนทรีย์ไปกับมัน แต่กับงานของพ่อ พ่อใช้ชีวิตเพื่อทำตามปณิธานที่เกิดขึ้นในใจ เมื่อนานมาแล้ว”

         “ถ้าเราไม่เลือกให้ชีวิตอยู่เพื่อดนตรี แต่เหลือเวลาไว้ให้กับมันก็ไม่ผิดใช่ไหมฮะ”

         “ไม่มีอะไรผิดสักอย่าง” พ่อหัวเราะเสียงดัง “ชีวิตคนเรามันมีบริบทไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน คิดว่าอะไรเหมาะสมก็ทำไป เลือกแบบใคร่ครวญมาแล้วก็พอ”

         “พ่อจะให้อิสระกับผมมากไปไหมเนี่ย” สวิตรหัวเราะเสียงดัง “พ่อไม่เคยอยากให้ผมเรียนกฎหมายเหมือนพ่อหรือฮะ?”

         “พี่ชายเราก็เรียนแล้วนี่ มีทั้งตำรวจ ทั้งอัยการ มันเลือกเรียนกันเองด้วยนะ อย่าคิดว่าพ่อบังคับ”

         พี่ชายของเขาทั้งสองคน แม้จะเกิดจากคนละแม่ แต่ก็สนิทสนมกันดี ไปมาหาสู่กันอยู่ตลอด พี่ชายคนโตเป็นสารวัตร หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรืองดี เช่นเดียวกับพี่คนรองที่ทำงานเป็นอัยการ

         ทั้งสองคนนิสัยคล้ายพ่อในมุมหนึ่ง

         ‘แต่ซาเวียร์มีบรรยากาศเหมือนพ่อ’ พี่เคยกล่าวไว้

         “แล้วเรื่องดนตรีล่ะครับ?”

         “คิดว่าการที่พวกมันโตมาในบ้านที่พ่อปาร์ตี้เล่นดนตรีกันทุกอาทิตย์ มันจะไม่ซึมซับบ้างเรอะ”

         สวิตรยิ้มกว้าง

         “อีกอย่าง.. พ่อว่าการเล่นดนตรีมันสุขนะ สุขจริงๆ ไม่อย่างนั้นพี่ชายเราจะกลับมาบ้าน มาเล่นดนตรีทำไม”

         เขาฟังพ่อ ตั้งใจ เหมือนทุกครั้ง

         “พ่อคิดว่าหลังจากเราทำงานเสร็จ เตรียมทุกอย่างให้พร้อม ไม่ต้องทำห่าอะไรอีกแล้ว ไปเที่ยวเล่นดีกว่า** และคำตอบของพ่อก็คือเล่นดนตรี แล้วเราล่ะ?”

         สวิตรโคลงศีรษะไปมาอย่างใช้ความคิด “คงเหมือนกันฮะ”

         “ไม่ต้องเร่งร้อน ไอ้ลูกชาย” พ่อขยี้ผมเขาเล่นอีก “ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไป ฟังคำคมจากพ่อแล้วก็จำเอาไว้”

         พ่อแวะไปที่ตู้ซีดีอีกรอบ หยิบแผ่นที่อยู่บนชั้นบนสุดไปอีกสองแผ่น แล้วจึงเดินไปที่ประตู

         “คำคมนั่นของเบนนี่ กู๊ดแมนต่างหาก...”

         สวิตรได้ยินเสียงหัวเราะของพ่อดังลอดช่องประตูที่ค่อยๆ แคบลง พ่อสบถเบาๆ เรื่องที่เขารู้ทัน ก่อนที่ประตูจะปิด และกั้นเขาไว้ในโลกส่วนตัวที่มีเพียงตนเองและเสียงเพลงอีกครั้งหนึ่ง

 

- - - - - -

อยากเขียนถึงสวิตรบ้าง

อยากเขียนถึงพ่อด้วย แก่และหล่อ ♥

 

*Sing, Sing, Sing (With a Swing) อ่านได้ที่นี่เลย

http://en.wikipedia.org/wiki/Sing,_Sing,_Sing_%28With_a_Swing%29

 

** "I feel that after you´ve done all the work and prepared as much as you can, what the hell, you might as well go out and have a good time."

-- Benny Goodman, Seattle Times, 1979

 

Comment

Comment:

Tweet

คิดถึงสวิตร <3

#5 By Vermuth on 2012-09-13 10:07

#2 #3 เดี๋ยวก็ได้เป็นน้องสะไภ้

#4 By Pupu Meteor on 2012-09-10 21:50

ทำไม recapcha มันยากจัง

เหมือนได้รู้จักสวิตรในอีกมุม แบบนัทก็พูดไม่ถูกเหมือนกันอ่ะค่ะ สวิตรก็เหมือนเดิมนะ พูดจาเหมือนเดิม แต่มันแบบคงเป็นอีกบริบทนึงมั้งที่ทำให้นัทเหมือนเห็นอีกด้านของสวิตร ปกติสวิตรไม่ค่อยถามมั้ง พอพูดแบบนี้จะว่าไปสวิตรกับชีล่าก็คล้ายๆกันเนอะ
คุณพ่อน่ารักมากเลยค่ะ ชอบท่าทางตอนถามถึงชีล่ามากเลย ดูแบบน่ารักพูดไม่ถูก
ไม่รู้จะคอมเมนท์อะไรดี ไม่ได้อ่านหนังสือปรัชญาอะไรสักหน่อย แค่ตอนสั้นๆกับเพลงๆนึงรู้สึกเหมือนได้เรียนรู้อะไรบางอย่างในชีวิต เพลงเพราะอ่ะ ขอบคุณนะคะ
สุดท้ายนัทก็คงไม่มีอะไรจะพูดนอกจากจะบอกว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ 55555555555555

#3 By ลูกนัทที่อ่านจบแล้วและรู้สึกปวดหัวกับตัวอักษรที่ต้องกรอกเพราะไม่ได้ล็อกอิน (103.7.57.18|171.99.15.254) on 2012-09-10 21:48

คุณพ่อสวัสดีค่ะ

#2 By ลูกนัทที่ยังอ่านไม่จบแต่อยากพูดอะไรสักหน่อย (103.7.57.18|171.99.15.254) on 2012-09-10 21:37

เลท มี บี เดดอะ เฟิร์สท์  ฮิฮุโฮะ
คุณพ่อน่ารักจัง 
คุณลูกเลยน่ารักตาม
พี่ชายบอกว่าบรรยากาศเหมือนคุณพ่อ
ก็คงจะน่ารักแบบนี้แม้พ่อซาเวียร์สุเกะจะแก่ตัวลง  
ไม่ว่าจะเอาดนตรีเป็นหลักหรือไม่
อย่างน้อยๆก็ยังได้คิดเอง ได้เลือกเอง
ใช้อิสระที่พ่อให้มาเต็มที่เลยนะ surprised smile  
/เม้นท์เอนทรี่สวิตรกับชีล่านี่รู้สึกแตกต่างสองมาตรฐานด้วยจิตใต้สำนึก ...

#1 By Pupu Meteor on 2012-09-10 00:10