[BTS] 015 : ?

posted on 06 Sep 2011 20:34 by brown-sucre in BTS
 
 

Entry นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ

 

ซึ่งเป็น Parallel Universe ของ

 
 
 

015 : ?

 

บางครั้งติชิลาก็ไม่ชอบที่หูตนเองดีเกินไป  

          ไม่ใช่เพราะขณะนี้ ในห้องที่เงียบสงัด เธอได้ยินเสียงลากปากกาลงบนกระดาษจากคนที่นั่งใกล้ๆ ดังชัด

         แต่เป็นเพราะเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น...ทำให้ตนเองรู้สึกแย่ ไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะหาย

         “กาแฟไหมคะ ? ”

         “ครับ ขอบคุณมาก” ผู้เป็นรองประธานสภาเอ่ย แล้วจึงอ่านเอกสารที่จำเป็นต้องจัดการต่อ

         หลังจากเลิกเรียนคลาสเต้นรำ เคลย์ตันตรงมาที่ห้องกรรมการนักเรียน พบว่าอันเต๋อต้องรีบกลับไปทำธุระส่วนตัว ส่วนทัตสึมิและอาซาเอลไปประชุมกับคณะกรรมการการศึกษาเขต พร้อมกับอาจารย์

         ด้วยเหตุนี้เธอจึงเห็นเขานั่งอยู่ลำพัง

         อันที่จริง...มีความเงียบอยู่ด้วยอีกสิ่งหนึ่ง

         ติชิลาชงลาเต้เย็นให้ตนเอง วางลงบนโต๊ะที่ล็อบบี้ พร้อมกับอเมริกาโน แล้วจึงเดินไปหาผู้ที่เซ็นเอกสารได้ส่วนหนึ่งแล้ว

         “พักสักหน่อยไหมคะ กาแฟวางอยู่บนโต๊ะที่ล็อบบี้”

         “ขอบคุณครับ”

         เธอเดินตามอีกฝ่ายซึ่งหยิบเอกสารติดมือไปด้วย เขารอให้เธอนั่งก่อน แล้วจึงยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ พลางอ่านเอกสาร

         ติชิลาใช้ก้านพลาสติกสีขาวคนให้ชั้นนมสดเข้ากับกาแฟ คนอยู่นาน...จนน้ำแข็งใกล้จะละลายอยู่รอมร่อ ถึงได้รู้สึกตัว และหยุดมือ

         เธอมองผู้ที่นั่งห่างออกไปพอประมาณ

         เคลย์ตันกำลังจิบกาแฟ

         เหมือนเขาจะรู้ว่าถูกมองอยู่ จึงมองตอบมา เลิกคิ้วเล็กน้อยแทนการเอ่ยถาม

         แต่เธอกลับเป็นคนพูดขึ้นก่อน

         “เคยมีคนใกล้ตัวที่หย่ากันไหมคะ ? ”

         เขาเลิกคิ้วมากกว่าเดิม “ไม่มี”

         “แล้ว...พอรู้ไหมว่าเขาหย่าด้วยสาเหตุอะไรมากที่สุด”

         “ผลประโยชน์ไม่ลงตัว”

         ติชิลามุ่นคิ้ว “นึกว่าเพราะนอกใจ...หรืออะไรแบบนั้น... ที่ว่ามาเป็นเหตุผลที่น่ากลัวจัง”

         “นอกใจเป็นเรื่องธรรมดา”

         “จริงๆ หรือคะ?”

         “อืม” เขาตอบรับ “ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นกันคือแต่งงานเพราะผลประโยชน์ หย่ากันก็ต่อเมื่อหมด หรือขัดผลประโยชน์ ถึงไม่ได้รักก็ยังอยู่ด้วยกันได้”

         “ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่...” เธอเม้มปาก “แต่ของทางนี้หย่าไม่ได้หรอก”

         “ทำไมล่ะ”

         “ผู้หญิงเมื่อแต่งออกเรือนไปแล้ว ย่อมเป็นสมบัติของสามี ถ้าเขาไม่ทิ้ง ก็ต้องอยู่อย่างนั้น ไม่มีปากมีเสียง”

         “แปลก...” เคลย์ตันเอ่ยเบา หากเธอว่าการที่เขาตอบยาวๆ...มันก็แปลกพอกัน

         “วัฒนธรรมน่ะนะ” ติชิลาหัวเราะเบา คล้ายเยาะตนเอง “ยุคนี้หลายบ้านคงไม่เป็นแบบนี้แล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับบ้านฉัน”

         “ที่บ้านชีล่าเป็นยังไง”

         เคลย์ตันวางถ้วยกาแฟไปนานแล้ว ไม่แตะต้อง ฟัง และตอบอย่างตั้งใจ

         “เป็น...บ้านคนจีน”

         ติชิลาไม่รู้ว่าจะเล่าอย่างไร ความซับซ้อน...อธิบายยาก

         “ฉันอยู่บ้านท่านตา...คุณตา” เธอรีบแก้ “ ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับสวิตร...ไม่น่าสนใจนัก”

         คนพูดไม่รู้ว่าตนเองแสดงสีหน้าอย่างไร หากต้องเงยหน้าขึ้นมามอง เมื่ออีกฝ่ายลูบศีรษะเบาๆ

         “เคลย์ตัน...ใจดี”

         “ไม่มีคนชมแบบนี้สักเท่าไหร่”

         “ทำไมกัน ก็เห็นชมว่าท่านรองหล่อ...นิสัย กันเยอะแยะ”

         “นั่นคำมาตรฐานน่ะ ใครๆ ก็โดนชมกันทั้งนั้น”

         “ฉันไม่เคยโดนชมนี่” เธอมองอีกฝ่าย ซึ่งมุ่นคิ้วนิดๆ “หล่อน่ะนะ ไม่เคย”

         เขาหัวเราะ

         เคลย์ตันหันไปอ่านเอกสารต่อ เธอเองก็จิบลาเต้ที่เริ่มจืด

         แต่มีบางอย่างที่น่าสนใจกว่าลาเต้

         “บางที่การมีภรรยาหลายคนไม่ผิด แต่บางทีการมีคนอื่นทั้งที่แต่งงานแล้วมันผิด อะไรเป็นบรรทัดฐานกันคะ?  แล้ว...อะไรทำให้ผู้ชายมีผู้หญิงไปคนเดียวตลอดชีวิตโดยไม่มีคนอื่น”

         เคลย์ตันวางเอกสาร

         “ศาสนาไง” เขาตอบ “บางที่ต้องการเพิ่มจำนวนประชากรทางความเชื่อ เลยบัญญัติให้มีภรรยาได้มาก หรืออาจจะอยู่ที่กันดารมาก เปอร์เซนต์รอดน้อย การเพิ่มอัตราการเกิดมันเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีเผ่าพันธุ์ไหนที่อยากสูญพันธุ์”

         “เรื่องนั้นรู้แล้วซี่...อะไรที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม” เธอโอดเบาๆ “หมายถึงแล้วในตอนนี้ล่ะ อะไรที่ทำให้ผู้ชายมีคนอื่นนอกจากภรรยา หรือว่ามีแค่เธอ”

         “ภรรยาน่าเบื่อล่ะมั้ง”

         “แค่นั้น?”

         “ร้อยคนร้อยสาเหตุ ทำไมถึงอยากได้คำตอบเดียวล่ะ”

         เคลย์ตันวางเอกสารไว้บนโต๊ะ นั่งพิงพนัก มองมาที่เธอ

         “แค่อยากรู้สาเหตุอื่นๆ ของผู้หญิงได้มาแล้ว..แล้วจากผู้ชายล่ะ”

         “อยากคบหลายๆ คนมั้ง”

         “ถ้าอยากคบหลายคนทำไมต้องแต่งงานจนกลายเป็นว่าผิดต่อผู้หญิงคนนึง”

         “ถ้าผู้หญิงไม่ได้จริงใจเหมือนกันล่ะ”

         “ไม่จริงใจยังไง...” ติชิลามุ่นคิ้ว “ทีละเคสได้ไหม สับสน...”

         “พันล้านเหตุผล ไม่มีคำตอบตายตัวหรอก” เขายิ้ม “ชีล่ามองในแง่ผู้ชายผิดมากเกินไป”

         “...ไมได้มองว่าผู้ชายผิด แต่ไล่ถามไปทีละอย่างหรอก” เธอเอ่ยเสียงเบา “เอาแค่นี้ก็ได้...”

         “แต่ประเด็นอยู่ที่ผู้ชายผิดต่อผู้หญิง”

         “ก็ว่าจบอันนี้แล้วจะถามว่าทำไมผู้หญิงทำเหมือนกัน...วันหลังจะรวบคำถาม..”

         เธอคลึงนิ้วตัวเองไปมา ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แต่กลับได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ

         “ตอบไม่ถูกหรอก ยังไม่เคยผิดต่อผู้หญิงคนไหน”

         “เป็นคนดี หรือว่าไม่ยึดกับใครเลย”

         คนถามยั้งปากไม่ทัน

         เคลย์ตันอมยิ้ม ไม่เอ่ยอะไร

         “ถามเรื่องส่วนตัวไม่ดีเลย...ขอโทษค่ะ ขอบคุณที่อุตส่าห์ตอบ รบกวนซะเยอะ”

         ติชิลานิ่งอยู่ครู่ ก่อนเอื้อมไปหยิบแก้วลาเต้

         “ชีล่าคิดว่ายังไง?”

         “คะ? ...เรื่องนั้น” เธอหรี่ตา ครุ่นคิด ก่อนตอบ “คิดว่า...เพราะพอใจ พอใจจะทำอย่างนั้น เลยทำ ถ้าเคยรักกัน หรือยังรักกัน คงไม่คิดทำอะไรให้อีกฝ่ายเสียใจ”

         “บางทีความรักก็ไม่ช่วยไปเสียทุกอย่างหรอกนะครับ” เขาเอื้อมมือมาลูบศีรษะเบาๆ “ไว้โตกว่านี้จะเข้าใจ”

         “รู้สิ” อีกฝ่ายชะงัก เมื่อเธอตอบ “คนรักกันแต่อยู่ด้วยกันไม่ได้ก็มี เพราะเอาความพอใจนำ แล้ว...จริงๆ รักกันไหม ก้เคลือบแคลง”

         “ทำไมขัดกับคำตอบเมื่อกี้คนละเรื่องเลย” เคลย์ตันยิ้มน้อยๆ

         “ก็เพราะเห็นมาทั้งสองอย่าง เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นยังไง...”

         “ไม่มีคำตอบตายตัวหรอก ไปถามคนที่ทำให้เห็นดูสิ”

         “ไม่กล้า.. ไมได้หรอก ไม่ควรถาม ถ้าถามได้ไม่มากวนหรอก...”

         เขาลูบหัวเธออีกครั้ง วางมือนิ่ง ห้องเงียบสงัดจนได้เสียงเสียงเครื่องแอร์รุ่นใหม่ล่าคำราม

         มันเงียบจริงๆ...

         “แล้วปกติถามใคร”

         “หนังสือ...ไม่ก็ไม่ถาม”

         “ทำไมล่ะ”

         “การถามไม่เรื่องเหมาะสม....”

         เธอมองหน้าเคลย์ตัน ดูเขายังสงสัย คนที่ต้องเล่าสั่นศีรษะเบาๆ แล้วค่อยเอ่ยต่อ

         “ผู้หญิง.. ช่างซัก ช่างสงสัย ไม่ดี ทุกคนชอบแบบที่ไม่สงสัยอะไรเลยมากกว่า”

         “ใครคือทุกคน”

         “ทุกคน... ครอบครัว”

         เขาไมได้ยิ้มให้เมื่อได้ยินคำตอบ “ทำไมที่บ้านถึงไม่อยากให้ถามล่ะ

          ติชิลาถอนหายใจ ก้มหน้ามองมือตนเอง ก่อนเอนหลังกับพนัก มองตอบอีกฝ่าย

         “ผู้หญิงต้องสงบเสงี่ยม สำรวมคำพูด ไม่ซัก ไม่ถาม เลยไม่ถาม...”

         เขาเลิกคิ้ว “เป็นวัฒนธรรมในบ้านที่แปลกดีนะ”

         “ถึงจะถาม...ก็คงบอกว่าสงสัยอะไรไม่เข้าเรื่อง...ก็คงไม่เข้าเรื่องจริงๆ”

         เคลย์ตันยิ้มเล็กน้อย

         “ก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต่อชีวิตตอนนี้ล่ะนะ แต่สักวันก็คงจะจำเป็น เตรียมใจไว้ก่อนก็คงจะดีกระมัง...”

         “นั่นสิ” เธอพยักหน้า “ไม่ควรสงสัยใช่ไหม ทำให้คนอื่นเสียเวลา ไม่สงสัยดีที่สุด”

         เธอรู้ตัวว่าประโยคสุดท้าย...เสียงมันหนักแน่นนัก

         เพราะสิ่งที่ทำเป็นเรื่องไม่ควร การสงสัยไม่ใช่เรื่องดีกับคนอื่นที่ต้องมาคอยตอบ ถ้าเลิกสงสัย ถ้าไม่เอ่ยปาก ก็ไม่มีอะไร...ทุกอย่างเหมือนเดิม

         “ทำไมทำเสียงแบบนั้น?”

         “จะไม่ทำ จะไม่ถาม ควรเริ่มตั้งแต่ตอนนี้”

         “งอนอะไรเล่า เพราะผมไม่ตอบ?”

         “ไม่นะ ไม่ได้งอน” ติชิลาหันขวับด้วยความตกใจ จึงเห็นคนพูดกำลังอมยิ้มอยู่ “จะงอนได้ยังไง อุตส่าห์ตอบ...”

         เธอร้อนรน...กลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจ

         “ฉันหมายถึง ถ้าต้องเตรียมใจว่าไม่ควรซักควรถาม ก็ไม่ทำเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า”

         “เข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว” เขาหัวเราะ “ผมหมายถึงเรื่องที่ถาม สำหรับตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่สักวันมันก็คงจำเป็นขึ้นมากระมัง?”

         “....”

         ติชิลามองผู้ที่กำลังสนทนาด้วย รู้สึกว่าเวลาไหลผ่านไปพร้อมกับความเงียบ ในหัวสมองว่างเปล่า

         แบลงค์

         ช็อต

         ลัดวงจร

         อะไรก็แล้วแต่ ที่เธอรู้สึกคือทำได้แค่กะพริบตา มองอีกฝ่ายทำท่าเหมือนกลั้นขำ โดยไม่ได้ตอบไป

         “หมายถึง...?”

         เธอมุ่นคิ้ว

         งง...จากใจจริง

         “เอาล่ะๆ ผมไม่ได้ว่าอะไรกับคำถามของชีล่าหรอกนะ”

         ติชิลาพยักหน้าหงึกๆ มองเคลย์ตันพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ

         “เอาเป็นว่าผมจะตอบก็แล้วกัน เผื่อจะยังงอนเรื่องนั้นอยู่”

         “งอน?” เธอเอ่ย “ไม่นี่ ไม่ได้งอน”

         “ใช่ ชีล่ากำลังงอน”

         “เอ๊...เถียงอีก” เธอมองอีกฝ่ายหัวเราะ “ไมได้งอนนี่ ทำไมถึงว่างอน.... เผลอถามอีกแล้ว ฮึ่ม...”

         ติชิลาโคลงศีรษะ ทอดถอนใจ “ฉันไม่ได้งอนจริงๆ นะ”

         “ครับครับ ไม่งอนก็ไม่งอน”

         “แล้ว....”

         ดีที่ยั้งปากทัน

         เธอเกลียดตัวเองที่เป็นอย่างนี้มานาน เมื่อได้ถาม ก็จะถาม สงสัย ไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่เพราะ ‘การถาม’ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ควร และไม่สุภาพ เธอเลยลืมความรู้สึกแบบนี้ไปแล้ว...

         มันนานเท่าไหร่กัน ?

         “ว่าไง?”

         “เอ่อ...อะไรที่ทำให้เคลย์ตันคิดว่าฉันงอนล่ะ”

         “พอผมไม่ตอบชีล่าก็เอาแต่ตัดพ้อ แบบนี้ไม่เรียกงอนหรือไงครับ สาวน้อย”

         “อะไรคือตัดพ้อ...” เธอมุ่นคิ้ว “ไม่สิ อะไรที่พูดแล้วเหมือนตัดพ้อ”

         เธอรู้สึกเหมือนไฟช็อต...

         ไม่ใช่ในความรู้สึกของการถูกใจ หรือที่เรียกว่า ‘สปาร์ค’ อย่างที่มาจอรี่เคยบอก ว่าเธอเป็น ในบางครั้ง ที่เจอหนุ่มน่ารักถูกใจ

         เหมือนไฟช็อต...สมองของเธอมันลัดวงจร

         จนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อไปดี

         “ใจเย็นๆ ก่อนนะ”

         เธอเงยหน้ามองเคลย์ตัน เขาดูสงสาร ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ

         ถ้าไมได้รู้สึกไปเอง....เหมือนอีกฝ่ายจะเอาใจช่วยอยู่เสียด้วยซ้ำ

         “ตัดพ้อ...เรื่องที่ตีความผิด?”

         “อือฮึ”

         “ออ...” คนพูดถอนใจเบาๆ ด้วยความ โล่งอก “ฉัน...ไม่ได้น้อยใจนะ ไม่สิ งอน ตัดพ้อ แค่คิดว่าไม่ควรถามจริงๆ”

         “พูดเองนะว่าน้อยใจ”

         ติชิลาเบิกตากว้าง มองคนที่ยังยิ้ม

         “แค่ใช้คำผิด...”

         เขาหัวเราะ ตบฝ่ามือลงบนศีรษะเธอเบาๆ คล้ายจะปลอบใจ นั่งยิ่งทำให้เธอเขิน ก้มหน้า หลบตา

         “ยังไงก็ขอบคุณมาก คงไม่มีอะไรให้ต้องถามอีก...”

         “งั้นหรือ?”

         เธอพยักหน้า

         “หวังว่า... ฉันกลัวจะเผลอมากวนอีก แต่ทำยังไงถึงจะรู้จักอะไรมากขึ้น จนไม่ต้องถามใคร” ติชิลานิ่งไปครู่หนึ่ง “โอ๊ะ...ฉันถามอีกแล้ว ไม่ถามแล้ว ไม่ถามจริงๆ”

         “ไม่ต้องกดดันตัวเองขนาดนั้นก็ได้นี่ สงสัยอะไรก็ถาม”

         “มันเสียเวลาคนอื่นนะ”

         “ถามเวลาว่างสิ”

         “คนอื่นไม่ตอบหรอก...เคลย์ตันก็ไม่ว่างตอบ”

         “ตอนี้ผมดูยุ่งมากเลยหรือ”

         เธอสั่นหัวเบาๆ “อนาคตล่ะ ถ้าได้ถาม แล้วได้คำตอบ แล้วชิน แล้ววันนึงไม่อยากตอบแล้วก็แย่สิ”

         “ทำไมคิดไปล่วงหน้าล่ะ”

         “เคลย์ตันยังบอกให้เตรียมใจไว้ก่อนเลย”

         คนถูกอย่างถึงยิ้มน้อยๆ “เตรียมใจสำหรับเรื่องที่ถามต่างหาก ขอแก้ไขความเข้าใจใหม่นะ”

         “อื้อ ทีเรื่องนั้นยัต้องคิดล่วงหน้า ทำไมเรื่องนี้คิดล่วงหน้าไม่ได้ล่ะ”

         เคลย์ตันหัวเราะ “จริงด้วยนะ”

         “ถามมากไปก็จะน่ารำคาญ...พอรู้แล้วล่ะว่าทำไมเขาไม่ให้ถาม”

         “ทำไมกันล่ะ? ” อีกฝ่ายมองเธอ ดวงตามีความตั้งอกตั้งใจอย่างประหลาด

         “ไม่มีคนที่จะตอบคำถามเราไปทั้งชีวิตหรอก”

         “เปลี่ยนคนถามก็ได้นี่? คงไม่มีคนรังกียจถ้ามีคนมาถามทาง”

         “ถามทางใช้เวลาไม่ถึงนาที เรื่องแบบนี้....เคยถามแล้วก็มีแต่คนหันหน้าหนี”

         “อ๊ะ ผมคงไม่ใช่ทุกคนที่ชีล่าว่า....” เธอมุ่นคิ้ว ฟังเขาเอ่ยต่อ “ตอบไปตั้งเยอะ เป็นมนุษย์ประหลาดหรือนี่”

         “ประหลาด ๆ ” คนพูดพยักหน้า เสริมว่าตนหมายความเช่นนั้นจริงๆ

         “โอ้ พระเจ้า...”

         “ฮะ...? ”

         เคลย์ตันถอนหายใจ สีหน้าเหมือนเจ็บปวดเสียเหลือเกิน จนติชิลายั้งปากไว้ไม่ทัน

         “.....บ้าบอ”

         เขาหัวเราะเสียงดัง “ไม่ขำหรือ”

         “กำลังช็อค” คำตอบและท่าทางจริงจังของเธอทำให้เขาเลิกคิ้ว “ไม่คิดว่าจะเห็นท่าทางแบบนี้...โดยท่านรอง”

         “ถ้าผมไม่ได้เป็นท่านรองก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว”

         “ทำไมเป็นท่านรองแล้วต้องเป็นแบบท่านรอง”

         ติชิลาถาม

         แล้วก็งงเอง

         “เดี๋ยวนะ เข้าใจไหม?”

         “ไม่เข้าใจ” ท่านรองตอบอย่างหนักแน่นและจริงจังพอกัน

         “โอ้... เอ่อ... อืม...”

         เธอกอดอก ถึงกับหลับตาเพื่อหาคำอธิบาย

         “ก็ทำไมต้องทำ แบบที่เป็นท่านรอง...”

         เป็นคำอธิบายที่ไม่เข้าท่า

         “...เข้าใจมากขึ้นบ้างไหม?”

         “ไม่เลย แบบไหนถึงเป็นท่านรอง”

         ติชิลาเห็นเขาเม้มปากก่อนตอบ

         “เอ่อ... แบบที่ต่างจาก ‘โอ้พระเจ้า’ ล่ะมั้งคะ” เธอเลียนเสียงที่อีกฝ่ายทำเมื่อครู่ได้ เพราะมันแปลก...เสียจนจำได้

         “แบบนี้?”

         เคลย์ตันขยับนั่งตัวตรง ไขว่ห้าง แขนซ้ายเท้ากับพนักวางแขน ยิ้มน้อยๆ ดูมีมาด

         แบบนี้ค่อยคุ้นเคย จนเธอเผลอปรบมือเบาๆ

         “นั่นแหละๆ”

         เขาหัวเราะ พลางเอ่ยขอบคุณ...ทำเอาติชิลาเขิน ที่ตนเองทำอะไรไร้สาระ

         “เอาล่ะ สบายใจแล้วนะ ถ้าสงสัยอะไร และถ้าผมว่างอยู่ ก็ถามได้ตลอด”

         “ขอบคุณ... แต่คำถามเรื่องท่านรองยังไม่ตอบ”

         “คำถามไหนครับ โปรดทวนอีกครั้ง”

         “แกล้งนี่...”

         “ผมลืมจริงๆ นะ”

         “ทำไมต้องทำตัวแบบท่านรอง ไม่ทำแบบตอน โอ้ พระเจ้า” เธอถามซ้ำ

         “ผมก็เป็นแบบนี้กับทุกคน แต่ทุกคนไม่ได้เห็นทุกด้านของผมตลอดเวลานี่”

         “แปลว่า...ฉันได้เห็นของแปลก?” เธอยิ้มล้อ

         “เรื่องปกติต่างหากครับ”

         “ว้า...”

         “หมดเรื่องสงสัยแล้วใช่ไหม” เขาเอ่ย ทั้งที่ดูแล้วเหมือนอยากจะหัวเราะออกมาอีกคำรบ

         “ไม่แล้วล่ะ กวนมามากแล้ว ว่าแต่เคลย์ตันมีอะไรสงสัยบ้างไหม สลับกัน จะได้แฟร์ๆ”

         “เอ...” คนพยายามคิดคำถามหรี่ตาลงนิดๆ อย่างใช้ความคิด “ชีล่าตลกแบบนี้ทุกวันหรือเปล่า และอาหารในโรงอาหารที่คิดว่าอร่อยที่สุดคืออะไร”

         “ตลกเหรอ...ไม่รู้สิ ไม่มีใครบอก คงไม่ทุกวันหรอก” เธอสรุป “ส่วนที่ชอบก็คาโบนาร่าร้าน ‘คุณป้า’ อร่อยที่สุด”

         “จริงหรือ? ต้องลองบ้างแล้ว”

         ติชิลาพยักหน้าแทนคำตอบ “ว่าแต่...ฉันตลก?”

         อีกฝ่ายเพียงยิ้มเท่านั้น ก่อนต่างฝ่ายจะเริ่มร่ายยาวเรื่องเมนูโปรดในโรงอาหาร จนสรุปรวมความได้ว่า ควรนัดเพื่อนๆ มากินข้าวรวมกัน จะได้ชิมให้มันรู้ไปว่าแต่ละร้านเป็นอย่างไร

         “สวิตรกับวงน่าจะชอบนะ” เมื่อพูดถึงเรื่องกิน...กระทั่งเคลย์ตันก็นึกถึงเด็กๆ พวกนั้น

         “แต่...ถ้าเรียกพวกนั้นมา เราก็ไม่ได้กินสิ”

         “จริง” เขาเห็นด้วยกับเธอชัดเจน

         “แล้วมีอะไรถามอีกไหมคะ?”

         “งานวันนี้เหลืออะไรอีก”

         “ถามเหมือนทุกวันเลย....”

ติชิลาอธิบายให้เขาฟังว่าต้องอ่านอีกสารอีกสองชุด ก่อนให้อันเต๋ออ่านแล้วเซ็น และยังมีอีกสี่ฉบับ ซึ่งเคลย์ตันต้องเซ็นรับทราบ แม้จะกรีดกระดาษเปิดดูผ่านๆ อยู่หลายครั้ง สงสัยว่าเพราะเหตุใดมันถึงมีฉบับละสามถึงสี่แผ่น ถึงบอกอย่างนัน้ เขาก็ยังอ่านมันละเอียด ทุกฉบับ อย่างตั้งใจ 

         เธอเลื่อนกาแฟให้อีกฝ่าย ก่อนกลับมานั่งยังโต๊ะของตนเอง

         หัวข้อที่เริ่มถามขยายออกไปไกล จากที่ต้องการรู้แค่เหตุใดคนถึงเลิกหรือหย่ากัน ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใด ถึงกลายเป็นเรื่องความช่างสงสัยของตนเองไปได้

         แต่เรื่องที่สงสัยมากที่สุด เธอกลับยังไม่ได้คำตอบ

         “เคลย์ตัน”

         “ครับ?”

         ติชิลามองหน้าอีกฝ่าย แทนที่จะสั่นศีรษะ เธอยิ้มน้อยๆ

         “ไม่มีอะไร แค่จะบอกว่าขอบคุณนะคะ”

 

ไม่เหลือเสียงใดๆ ก้องสะท้อนจากทางเดิน

         นักเรียนที่เลิกจากคาบสุดท้ายในสตูดิโอของอาจารย์โลโล่พากันออกไปจนหมด ติชิลาชะโงกมอง มือยังไพล่ไว้ข้างหลัง โดยมีนิ้วเกี่ยวกระเป๋าผ้าไว้ แกว่งมันไปมา หลังรอเวลามาครู่ใหญ่ๆ แล้ว

         เธอหลบเมื่อเจ้าของห้องเดินออกมาปิดประตู พอคาดเดาเอาว่าอีกฝ่ายคงเข้าไปในห้องแล้ว คนที่แอบอยู่ข้างบันไดทางเดิน จึงก้าวออกมา สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่

         ติชิลาหยุดอยู่หน้าสตูดิโอ ยกมือเคาะโดยไม่ลังเล

         “อาจารย์คะ ขออนุญาตค่ะ”

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -

TBC…

ที่ของแป๋ม นางจะแปะเมื่อไหร่ถามนางเอง (ฮา)
ขอบคุณท่านรองค่ะ ที่มาเป็นแขกในควิซโชวืวันนี้

ถามซะเยอะ...ไม่บรรยายอะไร เอาแต่ถาม #เก๋

พู่ - ฉันก็ว่ามันกวนตีนมากเลยทีเดียว

เหมๆ - สวิตรเอ่ยขึ้นมาว่า "แต่ตายห่าตอนจบหมดเลยนะครับ" ส่วนคุณแม่เอ่ยว่าเดทค่ะเดท เดทล่ะมั้ง...มองแล้วคงมาคุมากกว่า

มาโช - เต๋อมันเป็นหนุ่ม AB แปลกหลุดโลกไปแล้ว..อย่าเข้าใจเลย ว่าแต่ KY ที่น้ามาโชว่าแปลว่าอะไรฮะ สวิตรสงสัย

ฟูจัง - ตีกันมานานแล้วล่ะนะคู่นี้ เต๋อนิสัยไม่ดี...

โด๋ย - เพราะฉันใส่มาร์ชเมลโลลงไป #ไม่ใช่แล้วโว้ย

ลูกนัท - เชียร์สิเชียร์ เชียร์มัน ป.ล. เค้กชั้นก็อยาก

 

Comment

Comment:

Tweet

เต๋อนัทหายไปเลยยยยยยยยยยย
/ไม่เกี่ยวตลอด

พี่น้ำตาล เอนทรี่นี้น่ารักมากกกกกกกก ชีล่าน่ารักมากกกกกก
แบบไม่ได้เห็นด้านนี้ของชีล่าอย่างที่คตพูดจริงๆ นะ น่ารักอ่ะ ตลก
เหมือนชีล่าเป็นคนคิดเยอะ แต่ต้องจำกัดความคิดของตัวเองไว้ตลอดเวลา
แต่พออยู่กับคตเลยเป็นตัวของตัวเองได้ ดีจัง รักทั้งคู่เลย
/แต่นัทก็เชียร์เต๋ออยู่ดี

รอตอนต่อไปน้าาา
ขอโทษที่มาอ่านซะช้าเลยนะคะ

#5 By Anna D. Louis on 2012-03-15 17:45

อ่านไปก็รู้สึกมึนตามชีล่าไป /โอย ช็อตตาม
เข้าใจพี่พู่ อ่านแล้วเหนื่อย 555 มึน สับสน ปวดหัว เยอะ /สลบ

ขำชีล่า ตอนนี้เห็นเป็นภาพเจ้าหนูจำไม กับ พี่ชายใจดีเลย

#4 By SIN*SIN on 2011-09-08 01:21

ชีล่าน่ารัก ฮิๆ

แปะแล้วค่า (สดๆ)

http://esther-terrible.exteen.com/20110907/bts-m-250-sica-de-dan-231-a-track-1


sad smile

แปะตอนหกโมงเช้า อะหุๆ


ตอนสองก็รอจ่อลง ฮาๆๆๆ

#3 By Esther on 2011-09-07 06:14

เหยยยยย อะไรน่ะ อะไรน่ะ อะไรน่ะ
/ชี้โบ้ชี้เบ้

ชีล่าดูเป็นเด็กจังเหมือนน้องชายวันสามขวบของฮันเหม แต่อัพเกรดความยากของคำถามขึ้นมา

ชีล่าจะช็อตก็ไม่แปลก คนอ่านก็ช็อตค่ะ @_@ แต่เธอดูเป็นคนที่สับสนอยู่เยอะแยะนะ ระหว่างตัวเองกับสิ่งที่ถูกคนอื่นบอกอะไรทำนองนั้น วัยรุ่นสิเน้

#2 By akua on 2011-09-07 02:10

เป็นตอนที่แอบยาว
รู้สึกเหนือยด้วย .. เพราะยาว
แล้วเราตามสองคนนั้นคุยกันไม่ทัน Orz

ชีล่าถามเยอะมาก
ตลกดี 555

รอของพี่แป๋ม
ปล.แล้วจะมีหน้ากากท่านรองเวอร์ชั่น โอ้มายก้าด ออกมามั๊ยคะ ?

#1 By Pupu Meteor on 2011-09-06 23:08