[BTS] Track #6 Hey, Soul Sister

posted on 09 Jun 2011 01:33 by brown-sucre in BTS
 

Entry นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ

 

ซึ่งเป็น Parallel Universe ของ

 
ก่อนหน้านี้
 
 
 

        Track #6 Hey, soul sister

 

งานนิทรรศการจะเริ่มพรุ่งนี้  สองวัน จากวันวาเลนไทน์ ที่โรงเรียนเป็นสมรภูมิย่อมๆ ของเหล่าหญิงสาว และชายหนุ่มผู้อยากจะเผยความในใจ ...เมื่อมันจบไป งานที่ดูคล้ายจะออกเชิงวิชาการกำลังจะเริ่มขึ้น

         บรรยากาศของความรัก ทั้งสมหวังและผิดหวังจางหาย  เหลือเพียงความรื่นเริงที่เริ่มต้นขึ้น เพื่อกับเทศกาลใหม่ๆ โรงเรียนคึกคักด้วยเสียงเพลงและเสียงสนทนาของนักเรียน สลับด้วยเสียงค้อนตอกตะปูลงไปบนเนื้อไม้เป็นจังหวะ กลบเสียงประกาศจากชมรมกระจายเสียง จนทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจมากกว่าปกติ

        ฟ้ายังคงมีเมฆอยู่เล็กน้อย หากสายลมอุ่นที่พัดมา เป็นเครื่องบ่งว่าฤดูหนาวใกล้จะจากลาไป ชุดนักเรียนส่วนใหญ่จึงเหลือเพียงแค่เสื้อแขนยาว หรืออาจจะมีเสื้อคลุมบางๆ อีกตัวเพียงเท่านั้น

        “สวัสดีครับพี่ซาเวียร์”

        “สวัสดี งานพรุ่งนี้เต็มที่นะ” สวิตรทักทายมือเบสของชมรมดนตรีและสันทนาการคนหนึ่ ง

        “ขอบคุณมากนะครับพี่ ที่ให้โอกาสผมเล่นดนตรีในวันงานนิทรรศการ”

        “ก็อยากจะใช้มันทุกเทศกาลล่ะนะ แต่ก็ไม่สะดวก” คนพูดหัวเราะ “แล้วนี่กำลังจะขึ้นไปซ้อมหรือ?”

        “ครับพี่ เพิ่งจัดนิทรรศการของห้องตัวเองเสร็จน่ะครับ”

        “เดินดีๆ คืนนี้อย่าอยู่ดึก พักผ่อนให้พอก็เป็นหน้าที่เหมือนกัน”

        รุ่นน้องยิ้มกว้างรับคำ ก่อนกระชับสายสะพายกระเป่าเบสของตนเอง เดินขึ้นบันไดไปยังห้องชมรมซึ่งอยู่ชั้นบน

        สวิตรเล่นดนตรีในงานนี้เพียงช่วงสั้นๆ ที่เหลือเขาจัดให้สมาชิกในชมรมคนอื่นๆ ได้เล่นดนตรีที่ตนเองถนัด

        และช่วงที่เขาว่าน่าสนใจ จนไปขอแจมกับเขาด้วย คือวงอูคูเลเล่หมู่ ที่เล่นกันทั้งหมดห้าตัว บรรเลงเพลงสบายๆ ในยามบ่าย หน้าหาดทรายเทียมและต้นไม้พร้าวเตี้ยๆ ซึ่งถูกจัดไว้ให้แต่ละห้องได้มาโปรโมทงานของตนเอง รวมถึงเป็นมุมถ่ายรูปที่ระลึก หนึ่งในหลายๆ จุดรอบบริเวณงาน

ด้วยเหตุนี้เขาถึงคือเคสอูคูเลเล่ไซส์คอนเสิร์ตติดมือมา ภายหลังจากไปซ้อมกับวงมาเรียบร้อยแล้ว

นักเรียนเกือบทุกคนล้วนดูยุ่ง มีเรื่องราวและหน้าที่ให้ต้องทำกันแทบไมได้พักหายใจ หากกลุ่มคนที่เหเมือนะจยุ่งที่สุด คือคณะกรรมการนักเรียน ที่ต้องคอยประสานงานและแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ที่นักเรียนทั้งโรงเรียน วิ่งเข้ามาหายามเจอปัญหา

        ผู้เป็นประธานนักเรียนจึงสั่งการให้ย้ายที่ทำการสภานักเรียน มาอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ใกล้ๆ ห้องสมุด เพื่อจะได้ไม่ต้องวิ่งขึ้นไปชั้นสี่ให้ยุ่งยากวุ่นวาย จึงทำให้หลายคนถอนหายใจ...โล่งอก

        ไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้าไปห้องทำงานของสภานักเรียนสักเท่าไหร่...

 

 

 

เสียงเคาะเบาๆ ที่ประตูซึ่งถูกเปิดทิ้งเอาไว้ ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องเงยหน้า

        “อ้าว สวิตร” ติชิลายิ้มกว้าง เมื่อเห็นน้องชายเดินตรงเข้ามาหา “ชมรมดนตรีและสันทนาการเตรียมงานไปถึงไหนแล้ว”

        “เรื่อยๆ เลย ไม่มีปัญหาอะไร” สวิตรลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ พี่สาว ซึ่งกำลังดูเอกสารบางอย่างอยู่

        “พี่อยู่ในห้องคนเดียว?”

        “อื้อ” เธอตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา

        “ไม่ดีเลย ไม่ปลอดภัย”

        “โธ่ ในโรงเรียน ใครๆ ก็เดินไปเดินมา เดี๋ยวก็แวะเวียนเข้ามาเอาเอกสารกันตลอดนั่นแหละ”

        “อื้อ แต่งานวันจริงห้ามเปิดห้องไว้อย่างนี้นะ ให้หาคนมาอยู่ด้วย”

        เขาเอ่ย และมันทำให้พี่สาวผละจากกองเอกสารขึ้นมามองตอบจริงจัง

        “วันงานนิทรรศการ คนนอกไปมาเยอะแยะ ถึงจะทำงานอยู่ที่ตึกชั้นใน แต่ใครจะรู้ อาจจะมีคนนอกอุตริเดินเข้ามา”

        “อันเต๋อให้คนดูแลระบบรักษาความปลอดภัยดีน่า”

        สวิตรบอกพี่สาวไม่ได้ ว่าคนทดลองระบบก็คือตนเอง...ซึ่ง...ก็หาทางได้อยู่ดีนั่นแหละ

         “พี่เหนื่อยไหม?”

        “เหนื่อยสิ”

        “แล้วทำไมไม่ออกจากสภา ตอนนั้นก็ทำท่าเหมือนจะออกแล้ว”

        “ก็...” พี่เลิกคิ้ว ก่อนหัวเราะ “ข้อตกลงที่ได้มันยอดไปเลย แล้วก็มีคนคอยช่วยแบ่งเบางานแล้วด้วย”

        “ใครกัน”

        “ทุกคนเลย แค่ทุกคนทำงานตามหน้าที่ตัวเอง ไม่เหลือทิ้งมาให้พี่ต้องเก็บกวาด งานก็สบายขึ้นเยอะ”

        “ดีแล้วๆ ถึงงั้นก็เถอะ...ตั้งแต่กลับจากเวนิสมาได้พักมั่งยังฮะเนี่ย แทบไม่ได้เจอหน้ากันเลย”

        “อะไรกัน ก็คุยกันในเฟซบุ๊คเรื่อยๆ”

        “แต่เราอยู่โรงเรียนเดียวกันนะ !” คนเป็นน้องโวย  เรียกเสียงหัวเราะใสจากพี่สาวได้

        “โอ๋นะจ๊ะ” ติชิลาลูบหัวน้องชายที่หรี่ตา ทำตัวเป็นเด็ก งอแง

        “ไปเวนิส นอกจากเที่ยวตามตารางแล้ว ได้ไปไหนอีกบ้าง”

        “ไปคาร์นิวัล สวยจริงๆ อยากไปอีก คราวนี้จะเดินเที่ยวให้เต็มที่เลย วางแผนดีๆ มีแผนที่”

        “วางแผนดีๆ ? มีเรื่องอะไรไม่ดีเหรอฮะ”

        พี่สาวมองตอบ กะพริบตาปริบๆ

        “หมายถึง...จัดการเวลาไม่ดี เลยมีเวลาเดินเที่ยวถ่ายรูปน้อยน่ะ”

        “ทั้งสามวันเลย ?”

        “เปล่า แค่วันสุดท้าย”

        ติชิลาลุกยืน เดินไปยังตู้เย็นเล็กๆ ซึ่งอยู่มุมห้อง หยิบแก้วน้ำซึ่งวางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ ใส่น้ำแข็ง แล้วจึงเทน้ำส้มคั้นจากกล่อง แล้วจึงนำมาให้น้องชาย

        “ขอบคุณฮะ”

        พี่สาวของเขานั่งลงที่เดิม จัดเอกสารให้เรียบร้อย เหมือนพี่จะเหลือบมองเคสอูคูเลเล่อยู่บ่อยครั้ง

        “วันแรกได้นั่งกอนโดลาล่ะ ลงกันลำละหกคน แต่ว่า...พี่ลงเรือกับอันเต๋อแค่สองคน”

        “อ้าว ไหงงั้น” คนฟังขมวดคิ้ว

        “ไม่มีใครอยากนั่งไปกับอันเต๋อ แล้วพอดีเหลือเศษสอง พี่เลยเสียสละ” พี่สาวถอนใจเฮือกใหญ่ “แล้วตอนนั่งไปนะ ผ่านเรือลำหน้า ได้ยินเขาร้องเพลงเพราะ ลำเราเงียบกริบ...จนเกือบโค้งสุดท้ายแล้ว พี่ถึงทำใจกล้า ขอให้คนถ่อเรือเขาร้องเพลงให้ฟัง”

        “เพราะเฮียนั่งด้วยสินะ...”

        “แค่นั่งเงียบๆ ไม่วุ่นวายตอนพี่ถ่ายรูปก็ดีแล้ว” พี่สาวเขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “เห็นพอขึ้นจากเรือไปยืนคุยกับคุณลุงเป็นนานเลย”

        “แล้ววันที่สองอะ เดินเล่น?”

        “ก็ไปเดินเล่นแถวๆ นั้น ไปที่สะพานริอัลโต้ ร้านสองข้างทางน่ารัก อันเต๋อทำตัวเป็นทัวริสต์ ไปต่อคิวซื้อกาแฟร้านดัง ไร้สาระ...”

        “เอ้อ...แมวเมี้ยวๆ เต็มไปหมด มีตัวเล็กตัวน้อยอยู่ทุกมุมตึกเลย”

        สวิตรเม้มปาก กลั้นไม่ให้หลุดหัวเราะ เมื่อได้ยินพี่เรียกแมวว่า ‘แมวเมี้ยวๆ’

        “มีกลิ่น เอ่อ พวกอึแมวด้วย แต่ในหลืบๆ น่ะนะ แต่ก็โอเค แมวปุกปุย เจอแมวที่มูราโน เกาะที่เขามีเครื่องแก้วเป็นของขึ้นชื่อ แมวร้านที่หัวมุมน่ารักมาก อ้วนกลม ปุย เป็นก้อนๆ เลย”

        “ไม่อุ้มกลับมาเลยล่ะ” เขากระเซ้า

        “บ้าบอ...ขนาดเครื่องแก้วยังเอากลับมาฝากท่านตากับพ่อแม่ได้บ้านละชุดเอง”

        “ของผมล่ะ” น้องชายจ้องเขม็ง “ไม่มีหรือไง”

        “ซื้อหน้ากากมาฝาก อยู่ที่หอ เย็นตามไปเอาสิ”

        “โอ้โห ลงทุนซื้อให้ผมเลย”

        “พี่เลือก แต่อันเต๋อจ่าย...”

        เขาว่าพี่หัวเราะเบาๆ แฝงความสะใจอย่างประหลาด

        “เดี๋ยวตอนเย็นเดินไปส่ง แล้วจะได้เอาของด้วย แล้วนั่นไปซื้อมาตอนไหนน่ะ”

        “อ๋อ ตอนเดินเที่ยวเอง วันสุดท้ายน่ะ งานคาร์นิวัล แวบไปซื้อก่อนถึงเวลากลับโรงแรมแป๊บเดียว”

        “แล้วไปเดินกับใครมั่ง พี่มาจอรี่รึเปล่าฮะ แต่ไม่เห็นพี่มาจอรี่ในรูปที่แท็กของวันสุดท้ายเลย...”

        “อ้อ เดินกับเคลย์ตันน่ะ”

        “ฮะ...”

        สวิตรขมวดคิ้ว

        เขาอ้าปากจะเอ่ยบางสิ่ง หากต้องไตร่ตรองก่อนครู่หนึ่ง

        “แล้วอีท่าไหนถึงไปเดินกับรุ่นพี่เวสต์มอร์แลนด์”

        ใครๆ ก็รู้ว่าท่านรองคนนั้นเนื้อหอม...เป็นหนุ่มที่สาวๆ อยากจะควง ได้ยินมาว่า เด็กชั้นปีสามบางคน ถึงกับพนันกันว่าตนเองจะเดินควงท่านรองฯ ตอนไปเที่ยวทัศนศึกษาไหม

        แล้วทำไมคนที่ได้ทำกลับเป็นพี่ล่ะ..

 

        “ก็..พี่เดินไปจัตุรัสซานมาร์โค ถ่ายรูปเล่น ตอนขากลับเจอเคลย์ตันพอดี ก็เลยเดินกลับด้วยกัน”

        “แล้วเฮียเต๋ออะ หายไปไหน”

        “ไปถามลูกพี่เราสิ ถามพี่ทำไม”

        นี่มันแปลก...

        “แล้วเราล่ะ ไปได้เจ้านี่ที่ไหนมา... เรียกว่าอะไรนะ ยูคูลีลี่?” เธอตบเบาๆ บนกระเป๋าหนังสีน้ำตาล “เล่นยากไหม”

        “ไม่ยากเลย สำหรับคนเล่นกีตาร์ได้อยู่แล้วน่ะนะ”

สวิตรหยิบมันออกมาจากกระเป๋า หมุนลูกบิดตั้งเสียงสายทั้งสี่อย่างชำนาญ ก่อนส่งให้พี่สาว

        “เรียกว่ายูคูลีลี่ ก็จะเป็นแบบอเมริกันฮะ ถ้าออกเสียงว่าอูคูเลเล่ ก็จะเป็นแบบฮาวาย ตัวนี้...ได้มาตอนไปมิลาน”

        “พิลึก !” ติชิลาเอ่ยเสียงสูง เอานิ้วกรีดไล่ลงไปบนสายอย่างเก้ๆ กังๆ

        “ทำไมเราไปได้กีตาร์ฮาวายจากมิลานล่ะ”

        “ก็....ถูกอัธยาศัยกับนักดนตรีเปิดหมวก ลุงเค้าเลยยกอู๊คที่ทำเองให้มาตัวนึง ให้เงินก็ไม่เอา เลยลากกันไปเลี้ยงข้าว”

        “อันตรายนะ ไปต่างบ้านต่างเมือง แล้วให้คนพื้นที่ลากไปไหนต่อไหน” พี่สาวทำเสียงดุ...หน้าก็ด้วย

        “น่าๆ ไม่มีอะไร ผ่านมาแล้วนี่ไง สวยมั้ย ไม้แท้นะ”

 

 

        “อ้าว สวัสดี ซาเวียร์”

 

        ก่อนที่จะได้ฟังคำตอบจากพี่สาว สวิตรก็ต้องเงยหน้าขึ้น เมื่อได้ยินเสียงทักทายของเคลย์ตัน

        เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน ก้มหัวเล็กน้อยทักทาย มองอีกฝ่ายที่เดินอ้อมไปยืนด้านหลังพี่สาว วางเอกสารอีกปึกหนึ่งให้ พลางสั่งงานอย่างเอาจริงเอาจัง

        “ช่วยเช็คให้หน่อยว่าสำเนาคำร้องที่ยื่นมานี่ อันไหนมาก่อนหลัง มันเป็นของวันเดียวกัน แต่ไมได้ระบุเวลา”

        “ฉันเขียนเวลาไว้นะ แต่เขียนด้านหลังน่ะ เดี๋ยววันหลังพิมพ์เวลารับระบุลงไปด้านหน้าเลยดีกว่า ถึงจะสแกนเก็บสำเนาไว้ในคอมอีกรอบแล้วก็เถอะ”

        “ชีล่ารอบคอบ”

        คนพูดวางมือบนศีรษะพี่สาวของเขา ตบ เบาๆ แทนคำชมเชยอย่างคนคุ้นเคยกันดี

        คุ้นเคย...งั้นเรอะ?

        ตั้งกะเมื่อไหร่วะ

 


        “เล่อหมิงมาทำอะไรที่นี่” 

 

        อันเต๋อตบป้าบเข้าที่กลางหลัง

        สวิตร ‘โคตร’ อยากตบกลับ

        แต่ไม่ได้...เดี๋ยวพี่จะโดนดุว่าสั่งสอนน้องไม่ดี พาลไม่สบายใจไปอีก

 

        “สวัสดีครับ พอดีแวะมาหาพี่น่ะ”

        “แล้วชมรมดนตรี-สันทฯ กับคหกรรมเป็นไง เรียบร้อยดีไหม”

        “เรียบร้อยครับ”

        อันเต๋อยิ้มตอบ จากนั้นเดินไปยังโต๊ะทำงานของพี่เขาด้วยอีกคน ก้มลงมองเอกสารและหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่ทั้งรองประธานและเลขานุการ กำลังตรวจสอบอย่างตั้งอกตั้งใจ

        “นี่เยว่ฟาง แล้วตรงนี้ทำอย่างนี้ได้ไหม ? ”

        ประธานนักเรียนถือวิสาสะกดปุ่มบนคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊ค...หลายปุ่ม ทำให้พี่สาวของเขาอุทานลั่น

        “อันเต๋อ ฉันยังไม่ได้เซฟ !!!!”

        “อ้าว...”

        “คุณนี่มันก่อปัญหาตลอดเวลา ออกไปเลย ไปไกลๆ อย่ามายุ่ง ไม่รู้จะกู้ได้มากน้อยแค่ไหน”

        สวิตรสงสารพี่...ปกติพี่ไม่ใช่คนโมโหหรือพาลใส่ใคร แต่กับอันเต๋อ

        เรียกได้ว่า  ‘ตลอดเวลา’

        อันที่จริง บอกว่าอีกฝ่ายชอบยั่วให้พี่ต้องโมโห เหนื่อย ประสาทเสีย ตลอดเวลาถึงจะถูก

        “ไคล์...อย่าแกล้งชีล่า”

เคลย์ตันมุ่นคิ้วเล็กน้อย

เพื่อนสนิทของเขาหัวเราะเบาๆ โคลงศีรษะไปมา

 

 

 

        “นิสัย...” 

 

        ห้องเงียบสงัด

        ดูราวกับวลีสั้นๆ ของพี่ จะทำให้เสียงเกือบทั้งหมดทั้งมวลในห้องหายไป มีเพียงเสียงกลั้นหัวเราะของตัวเขาเอง...ที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน

        เพิ่งเคยเห็นพี่ตอบโต้เฮียจริงจังขนาดนี้

        เป็นนิมิตหมายที่ดีใช่ไหม?

        สวิตรมองพี่นั่งคลิกโน่นคลิกนี่ ก้มจนแทบชิดจอ ด้วยสีหน้าลุ้นระทึก เคลย์ตันเกาะพนักเก้าอี้มองอย่างใส่ใจ ส่วนคนที่เสียเรื่องยืนกอดอกมอง คงสำนึกในความผิดตนเองบ้าง ไม่มาก...ก็น้อยนิด

        “โอเค ไม่มีอะไรเสียหายมากนัก พิมพ์เพิ่มได้ ดาต้าเบสยังปกติดีอยู่”

        “ได้อย่างนั้นก็ดีแล้ว” รองประธานนักเรียนยิ้มน้อยๆ

        “คอมมันฉลาดนะเคลย์ตตน กู้ข้อมูลได้” พี่เงยหน้าคุยกับคนยืนข้างๆ “ฉลาดกว่าคนที่ทำเรื่องง่ายๆ ให้เป็นเรื่องยากๆ เยอะเลย”

        เขาได้ยินเสียงเฮียหัวเราะ หึ ในลำคอ

        “อ้าว เฮีย ไปไหนอะ”

        “ไปหาซื้อน้ำ ซื้อขนม มาใส่ตู้เย็น เผื่อคนกู้ข้อมูลจนหมดแรงจะได้ไม่แห้งตายคาห้องไปก่อน”

        พี่สาวเขาแค่นหัวเราะ

        “เอาพานาคอตต้าที่เอเซนทำมาด้วย”

        “ที่ชมรมคหกรรม ? ”

        “ใช่”

        “ได้”

        อันเต๋อเดินออกไปจากห้อง ความเงียบสงบกลับคืนมา

        เอ...เขาว่า อันที่จริงก็ดูเหมือนสถานการณ์ดีขึ้นแล้วใช่หรือเปล่านะ

        ก็ดี...

        แต่ก็ไม่อยากให้สนิทสนมกันนัก มันไม่เหมาะสม

 

        “เดี๋ยวผมก็ต้องไปแล้วเหมือนกัน”

        “เคลย์ตันจะไปไหนคะ”

        “ต้องไปคุยกับอาจารย์ที่ดูแลเรื่องอาคารสถานที่”

        “ที่มีคนถามว่าจะขอให้พื้นที่ด้านหน้าตึกห้องสมุดทำแฟลชม้อบหรือเปล่าคะ” ติชิลาเอ่ย “แต่ขนาดท่านรองเดินเรื่องให้เองเลยหรือคะ ? ”

        “ขนาดไคล์ยังเดินไปซื้อขนม” คนพูดหัวเราะเบาๆ “ถ้าอยู่คนเดียว เบื่อ ก็บอกนะ”

        “เดี๋ยวส่งข้อความไป ขอบคุณมากนะคะ”

        เคลย์ตันเดินออกไป

 

        สวิตรสงสัย

        ทำไมจู่ๆ ถึงสนิทสนมกันได้ มัน...มากกว่าแต่ก่อน

        เพราะไปทัศนศึกษาด้วยกันอย่างนั้นหรือ?

 

        “ขอโทษทีนะ งานยุ่งไปหน่อย เลยไม่ค่อยได้คุยด้วยเลย”

        สวิตรยิ้มตอบพี่สาว หยิบอูคูเลเล่ที่อีกฝ่ายวางไว้บนโต๊ะมาตั้งเสียงอีกครั้งหนึ่ง

        “เดี๋ยวเล่นอู๊คให้ฟังก็แล้วกัน จะได้ไม่เบื่อ”

        “ดีจังน้า มีสวิตรมานั่งเป็นเพื่อน”

        “ก็บอกแล้วว่าอย่านั่งคนเดียว อันตราย”

        “จ้ะๆ” พี่รับคำ เหมือนแค่พอให้เขาสบายใจ

        สวิตรเล่นเพลง Banana Pancakes ของ Jack Johnson แค่เล่นอินโทรได้ไม่กี่โน้ต พี่ก็ดักทาง เอ่ยชื่อเพลงได้อย่างถูกต้อง เขาเล่นมันต่อจนจบเพลง แล้วถึงเล่นเพลงใหม่ พี่ก็บอกชื่อเพลงได้อีก เป็นอย่างนี้อีกหลายเพลง กระทั่งก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือ

        “ต้องไปแล้วหรือ?”

        “ฮะ อีกสักพักค่อยไป”

        “พีก็ว่าจะปิดห้องแล้ว”

        “ดีเลย งั้นออกไปพร้อมกัน”

        ระหว่างพี่เก็บเอกสารและโน้ตบุ๊คลงกระเป๋า เขาปรับเสียงอูคูเลเล่อีกครั้ง จับคอร์ด ตีเป็นเสียง ต่างจากการเล่นที่ใช้แท็บบรรเลงตัวโน้ตอย่างก่อนหน้า

        “เออ นี่พี่มีหนุ่มมาจีบบ้างไหมฮะ?”

        “ถามทำไมล่ะ”

        “ครอบครัวเราอยากรู้”

        “ไม่มีหรอก ไมได้น่ารักขนาดนั้น”

        สวิตรหัวเราะ ก่อนตีคอร์ดเบาๆ

 

ลัน ลัน ลัน ล้า 

ลัน ล้า ลัน 

ลัน ลัน ลัน ลัน ล้า 

ลัน ล้า ลัน 

ลัน ลัน ลัน ลา 

ลัน ลา ล้า ลัน ลัน ลา 

วู้ วู... 

ปี้สาวครับ 

สวัสดีครับปี้ครับ 

จำน้องจายคนนี้ได้ก่อ 

จำได้ บ่ ได้ก็บอกมา...ล้าลา 

 

เจอกันเมื่อสองสามปี๋ก่อน 

ผมยังละอ่อนและซนแก่น 

ฮักเป๋นปี้สาว 

บ่ได้เมาเอาเป๋นแฟน 

ปี้ก็ฮักผมเป็นน้องจาย 

 

 

        พี่สาวของเขาหัวเราะเสียงใส สั่นศีรษะเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงเพลงโฟล์คซองคำเมือง ที่ทั้งสองคนฟังมาตั้งแต่เด็ก บ้านยายอยู่ที่เชียงใหม่ เมืองที่จังหวะทุกอย่างเดินไปอย่างช้าๆ เสียงเพลงก็เช่นกัน

        สวิตรได้ยินเสียงร้องคลอ จึงหยุดร้อง และฟังเสียงพี่สาวแทน

 

ปี้สาวครับ 

ตอนนี้ผมฮักปี้แล้วครับ 

จะฮักปี้ บ่ มีหน่าย 

 


เสียงอูคูเลเล่เงียบลง

เขาหยุดเล่น

พี่สาวหันมอง

สวิตรตีคอร์ดแรงๆ คล้ายเล่นเพลงร็อค ก่อนร้องด้วยเสียงดังฟังชัด

 

“บ่ อยากเป๋นน้องจายแล้วล่ะ” 

 

        พี่ยกมือปิดปากเพียงครู่ ก่อนหลุดหัวเราะร่าเริง เธอเดินมาหา ลูบผมเขาเบาๆ แล้วดีดหน้าผากแรงจนต้องร้องโอดโอย

        “ขอโทษนะ พี่เกิดก่อนเธอหนึ่งปี เธอเป็นพี่ชายพี่ไมได้หรอกสวิตร”

        “ใช่ซี้...”

        เขากุมหัว คลำป้อยๆ ก่อนลดสาย เก็บอูคูเลเล่ลงกระเป๋า เดินตามพี่สาวออกไปจากห้อง

 

        อย่าให้เกิดก่อนบ้าง...

        เป็นพี่เมื่อไหร่ จะปฏิบัติราชการแทนบรรดาพี่ชาย

        จะหวงขั้นเทพให้ดู !

 

 

 

“ว่าแต่เฮียล่ะฮะ... เราออกมาจะไม่บอกเหรอ” 

 

“ไว้มาถึงหน้าห้อง ไม่เจอใครแล้วโทรหาเรา ค่อยบอกว่าอยู่ไหน...” 

“ให้เดินซะมั่ง” 

“.....”

 

- - - - - - - - - - - - - - - - -

ขอบคุณนังแขก เรยา วงสวิง (นางฟ้า) มาก ที่ช่วยตรวจ

และขอบคุณอาตี๋ ที่ช่วยออกไอเดีย เก๋กู้ดมาก

 
 
เดี๋ยวมาตอบเมนต์ตอนเก่า ง่วงมาก
 
ตอบเมนต์ๆ 
 
เป้ - ขำเมนต์เป้ ฮือ มาอ่านคนแรกเลย จัดหน้าก็ยังไม่ได้จัด ขอบคุณมาก นี่เธอไปมิลานกับสวิตรสินะ (?)

Vermuth - เด็กหลงทางค่ะ ฮ่าๆๆ

ฟูจัง - จุ๊บุ

สิน - ดีใจอะ ชอบเมนต์สินทั้งในนี้และสไกป์เลย T^T ขอบคุณมากจริงๆ
ตอนเขียนคิดหนักมาก ลบทิ้งไปหนนึง บรรยากาศและรายละเอียดมันเยอะไป
เลยว่าจะย่อยทีละหน่อย ก็เลยได้ออกมาอย่างนี้แหละนะ


นางแขก เรยา วงสวิง - เพราะเป็นชีล่าไง ไม่ใช่ไม่กลัว กลัว แต่แบบ...
ไม่ใช่คนฟูมฟาย ค่อยๆ คิดไปทีละเปลาะ อะไรได้ก็ลองไม่ได้ก็เลี่ยง ฮ่าๆ ไม่น่ารักเลย


แป๋ม - นั่นสิ สติดีไปรึเปล่า ฮ่าๆๆ

ยูยี่ - พอบอกว่ากลับไปปีนวิหารเล่น ฉันนึกว่าเธอเป็นควอซิโมโด...orz (นั่นมันนอตเตรอะดาม)

นัท - ยังสงสัยว่าคตร้ายยังไง ออกจะเป็นคนดี
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ชิชะ ชิชะ...

หมีว่าตรงที่ร้อง บ่ อยากเป็นน้องจายแล้วล่ะ สวิตรดูน่าเอ็นดูมากๆ อ่ะ ที่จริงไม่อยากเป็นน้องเพราะอยากเป็นพี่จะได้หวงชีลาได้อย่างเป็นทางการสินะ อ่อ อ่ออ
(จิตใจของเหมคิดไปในเส้นทางอื่นเสียแล้ว ขออภัย)

ปล. งานวิชาการที่ว่านี่ มีของกินไหมคะ

#5 By นุ้งเหม อู้งานอ่านแต่ไม่ล็อกอิน (161.200.50.76) on 2011-07-05 15:04

อ่านไปก็แอบคิดว่า เออ น้องหวงพี่ แล้วพี่ละ หวงมั่งมุ้ย 5555
สวิตรมาเนิบๆ แต่มาแบบจับทุกจุดเลยนะ จริงๆ /มอง..
ละเอียด ถี่ยิบเชียว เรื่องของพี่เนี่ย /จ้อง..

แต่เราเข้าใจนายนะ สวิตร /บีบไหล่
ลำบากหน่อยนะ พี่สาวสวยก็แบบนี้แหละ ฮิ
คนเค้าห่วง เค้าหวงอะน้า.. ใครอยู่ใกล้ๆก็ไม่เหลือทั้งนั้นแหละ...

ส่วนตัวแล้ว ชอบบรรยากาศที่อันเต๋ออยู่กับชีล่ามากกว่าใครๆ
เวลาอันเต๋ออยู่กับคนอื่น จะดูมาคุ น่าระแวงได้ตลอดเวลา
แต่พออยู่กับชีล่า ดูเด็กๆอย่างบอกไม่ถูก ทำไมกันนิ ฮึ
หยุดเก๊กได้แล้วน่า(?) /จิ้มๆหน้าผาก
ฉันอยากเห็นนานทำอะไรตรงๆดูนะ 55555

#4 By Amina Eirwen on 2011-06-10 02:07

กรี๊ดดดดด นี่มันน่ารักไปแล้ววววววววววววว
ทั้งพี่ทั้งน้องงง ทั้งหมดเลยยยย

สวิตรกับอูคูเลเล่ กรี๊ดดดดดดดดด

เอาจริงๆนะ นัทก็ยังเชียร์เต๋ออยู่ กร๊ากก ชอบผู้ชายแบบนี้
แต่ลวิตรตลกกอ่ะ กรี๊ดดด ชอบบบบบ

#3 By ลูกนัทบนไอโฟนขี้เกียจล็อกอิน (180.210.216.74) on 2011-06-09 12:05

ก๊ากกก ชอบไอ้ตรง “บ่ อยากเป๋นน้องจายแล้วล่ะ” มากอ่ะ XD ยิ้มขำไปกับชีล่าด้วยเลย

#2 By W on 2011-06-09 01:58

ปลอดคนตุก็ ตรัส สิคะ ฮิ question

โถ... น่าสงสารจริง 555
จะหวงก็ทำไม่ได้ อยากเป็นปี้จายก่อจ๊ะอีป้อ โธ่ โถ...

สงสารเต๋อ ขยันเนอะ 555 ถึงจะรุ้อยู่แล้วว่าผลมันมีโอกาสไปด้านลบ
แต่ก็ยังพยาย๊าย พยายาม ...

.... เคลย์ตันผู้โดนหางเล

ปล.ไอเดียอาตี๋อีเก๋จริงค่ะคู๊ณณ
ปล.2 ไม่ต้องขอบคุณฟ้าหรอกค่ะ ฟ้าไม่ได้ทำเพื่อคุณ แต่ฟ้าทำเพื่ออนาคตของเด็ก /ทำหน้าชมพู่ลอยหน้าลอยตา

#1 By Pupu Meteor on 2011-06-09 01:57