[BTS] 013 : Venezia

posted on 20 May 2011 03:25 by brown-sucre in BTS
 

Entry นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ

 

ซึ่งเป็น Parallel Universe ของ

 
ก่อนหน้านี้
 

013 Venezia

 

 

 

แม่น้ำใหญ่อย่างเจ้าพระยาเป็นสีน้ำตาลทอง ส่วน Grand Canal ของเวนิส นั้นเป็นสีเขียวใส  

          มันตัดกับผนังตึกสีเหลืองส้มยาวตลอดแนว ราวจอหนังที่ขึงกางไว้เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดง เมืองซึ่งตั้งอยู่บนผืนทะเลสวย เลยดูงามราวภาพวาด

         และยิ่งในขณะนี้...ผู้ที่ยืนอยู่ ณ ตรงนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง แวดล้อมด้วยสิ่งมีชีวิตนอกเหนือไปจากจิที่นตนาการจะรังสรรค์ขึ้นมาได้

         สีสันสดใสถูกรังสรรค์เป็นชุดสวยที่ห่อหุ้มร่างกายไว้ หน้ากากลวดลายแปลกตาปิดบังใบหน้าจนเหลือแต่ดวงตา จนไม่อาจแยกแยะได้ว่าเป็นผู้ใด ทั้งน่ากลัว...และน่าสนใจ และนี่คือเสน่ห์ของงานคาร์นิวัลแห่งเวนิส ที่ไม่ว่าใคร เมื่ออยู่ภายใต้หน้ากาก ก็ล้วนแล้วแต่มีสถานะเทียบเทียมเสมอกัน

         ติชิลาก้มหัวขอบคุณ ภายหลังกดชัตเตอร์ถ่ายรูปชาย...หรือหญิง ที่ใส่หน้ากากอินทรีสีดำและชุดสีเดียวกัน อีกฝ่ายค้อมกายช้า ราวเป็นนาฏกรบนเวที มากกว่ามนุษย์ที่ยืนอยู่บนพื้น ซึ่งลอยอยู่บนพื้นน้ำอีกที เด็กสาวทิ้งทิวทัศน์ยามอัสดงและทะเลระยับไว้เบื้องหลัง ตั้งใจจะกลับเข้าไปตั้งหลักที่จัตุรัสหน้าวิหารเซนต์มาร์ค หรือซานมาร์โค (San Marco)

         “คุณหนู ออกมาเดินเล่นหรือครับ เดินทางกลับปลอดภัยนะ”

         “ขอบคุณนะคะ”

         เธอตอบแทนคำทักทายของชายถ่อเรือกอนโดลาด้วยรอยยิ้ม เขาเป็นคนถ่อเรือของมาจอรี่ เป็นเพื่อนของคนถ่อเรือลำของเธอ เขายอมยืนให้ซักถามเรื่องต่างๆ นานา ด้วยไมตรี แล้ววันนี้เขาก็ยังมอบมันให้อีกครั้ง

         เด็กสาวเดินเลาะถนนไปเรื่อยตามทางที่ตนเองมา คิดว่ายังพอจำทางได้ ในยามที่ทิวทัศน์และบรรยากศยังไม่แผกไปจากตอนที่พระอาทิตย์ลอยเหนือขอบฟ้ามากกว่านี้ ไม่นานนักก็มาถึงจัตุรัสซานมาร์โค ที่ผู้คนเนืองแน่นจนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหนดี

         เสียงดนตรีบรรเลงจากทางซ้าย...

         เธอเดินตามไปอย่างง่ายดาย

         ผู้แต่งตัวเป็นสตรีชั้นสูงในชุดสีม่วงดำ ประดับลวดลายสีทองสะบัดพัดลูกไม้ไปมา จังหวะเข้ากันกับสตรีชุดสีขาว พร้อมผ้าคลุมศีรษะซึ่งประดับขนนกแซมไว้ใต้สายเชือกถักสีดำทอง ผู้คนเดินไปมาและทักทายซึ่งกัน ทั้งที่ต่างไม่รู้ว่าตัวจริงอีกฝ่ายเป็นใคร

         เป็นมิตร หรือศัตรู

         ต่างก็ซ่อนเร้นและละวางทุกสิ่ง เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลอันยิ่งใหญ่นี้

         คลื่นดนตรีและวัฒนธรรมถาโถม พร้อมด้วยคนมหาศาลที่เดินเข้ามายังจัตุรัส รู้ตัวอีกที เธอก็ตกอยู่ในวงล้อมของคนแปลกหน้า บนแผ่นดินที่ตนเองไม่เคยคุ้น

         ติชิลาเดินเลาะด้านข้าง ก้าวขึ้นไปบนขั้นบันได เธอจำได้ว่าทางกลับไปยังจุดนัดพบ ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งนั้นอยู่ตรงไหน แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้คงลำบาก เพราะมันเกือบจะอยู่ฟากตรงข้ามของจุตรัส  เธอถอนใจแม้มันจะไม่ช่วยอะไร ก่อนเดินมุ่งหน้าไปยังทางที่ตนต้องการ

         อันที่จริงแล้วเธอไม่เคยคิดอยากจะออกมาเที่ยวในตอนย่ำค่ำ

         มันมีอุบัติเหตุบางอย่าง ทำให้เธอเพิ่งจะได้ออกมาจากโรงแรมเพื่อมาเดินเที่ยวงานคาร์นิวัลในเมือง เอาตอนบ่ายแก่ๆ เกือบเย็นแล้ว

         เธอจำได้ว่าตรงหัวมุมนี้คือทางกลับ... เดินตรงไปสักสองสามร้านจะเจอแยก ให้เลี้ยวซ้ายไปทางร้านกาแฟที่มีโต๊ะสีน้ำเงินสด

         ไม่มีโต๊ะ

         ...

         เพราะเธอออกมาช้าเกินไป ดูเหมือนว่าร้านรวงต่างๆ จะปิดหน้าร้าน และพากันไปเฉลิมฉลองเทศกาลกันทั้งหมดทั้งสิ้น

         เด็กสาวพยายามเดินไปยังทางที่คิดว่าใช่

         แต่ป้ายหาย...

         ทุกอย่างหาย

         มันมีทางแยกและโค้งมากมายไปหมด

         ติชิลาสรุปกับตนเองสั้นๆ ว่า หลงแน่


         เธอรีบเปิดซิบด้านหลังกระเป๋ากล้อง หยิบกระดาษจดชื่อสถานที่นัดพบออกมา

         มองใบหน้าผู้คนที่ตนเองไม่รู้จัก ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ ว่าตนเองควรขอความช่วยเหลืออย่างไรดี หากเดินเข้าไปถามทางอาจจะมีคนใจดีบอกให้เดินไป หรืออาจจะมีคนพาไปส่งถึงที่ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาบอกจุดหมายที่ถูกต้อง หรือพาไปส่งยังที่ที่เธอต้องการ มิใช่เขาต้องการ...

         เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าดี...หรือร้าย

         หญิงคนหนึ่งเดินผ่านไป ขนนกปัดเข้ากลางหน้าเธอจังๆ หากก็ไม่ได้ทำให้เจ็บมากมายนัก อีกฝ่ายเอ่ยขอโทษเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงไม่คุ้นหู ก่อนเดินไป เธอหลบเข้าข้างทาง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กลั้นใจเปิดอินเตอร์เน็ทไร้สายที่เปิดบริการระหว่างประเทศ พร้อมๆ กับเปิดโรมมิ่งไว้ เช่นเดียวกับอันเต๋อ เพื่อจะได้ติดต่อสื่อสารกันได้ แม้จะรู้ว่าค่าบริการคงไม่น้อยเช่นกัน

         แต่เธอจะยังไม่โทรหาอันเต๋อ...

         โปรแกรมสื่อสารถูกเปิดขึ้น หน้าจอจีพีเอสบอกพิกัดชัดเจน ทั้งตรอก ซอก ซอย ในเวนิส ที่ดูราวเป็นเขาวงกต

         เด็กสาวจ้องมองรูปภาพที่ปรากฏ...

         จีพีเอสไม่ช่วยอะไร

         เธอมองไม่ออกด้วยซ้ำว่าตึกตรงหน้าคือจุดไหนในแผนที่

         ติชิลาเปิดทวิตเตอร์แทน พยายามนึกถึงเพื่อนที่น่าจะออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ทว่าพอพระอาทิตย์ตก อากาศยิ่งเย็น มือยิ่งยากที่จะบังคับได้ จึงพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกอย่างน่าโมโห

 

         “ชีล่า” 

 

         เธอหันมองตามเสียง

         “เคลย์ตัน!? ขอบคุณสวรรค์”

         เด็กสาวอุทาน ก่อนถอนใจ และเดินเข้าไปเขย่ามือผู้ที่ยืนตรงหน้าเบาๆ

         “ทำไมมาเดินอยู่คนเดียว?”

         “ฉันหลง”

         “อ้าว”

         “ก็ไม่รู้ว่าค่ำแล้วร้านค้าเขาจะปิดกันหมด เก็บป้ายเสียเรียบร้อยเชียว...เลย... จำไม่ได้ว่าต้องเลี้ยวตรงไหนบ้าง”

         อีกฝ่ายลูบศีรษะเธอเบาๆ...

         อันที่จริงต้องบอกว่าตบหัวปุปุ...

         รู้น่า...ว่ามันน่าสงสารหนัก

         “เคลย์ตันว่างไหม จะกลับหรือยัง ช่วยพาไปส่งใกล้ๆ จุดนัดหมายหน่อย”

         “ชีล่าจะกลับแล้วหรือ?”

         “ฮื่อ”

         ติชิลามองหน้ากากนกอินทรีสีขาวในมือของอีกฝ่ายอย่างสนใจ อันที่จริงเธออยากซื้อหน้ากาก อยากเช่าชุดแล้วเดินเล่นในเมืองกับนักท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ก็เถอะ...กว่าจะเอาตัวรอดมาได้ ขอแค่เดินกลับไปยังจุดนัดพบได้อย่างปลอดภัยก็พอแล้ว

         จู่ๆ อีกฝ่ายก็ยัดหน้ากากที่มีปากแหลมยาวใส่มือ

         “คะ?”

         “เอาไปเล่น แต่เป็นหน้ากากของผู้ชายนะ”

         เธอมองหน้ากากที่เป็นรูปปากนกยาว จากที่ฟังมัคคุเทศก์บอก มันออกแบบ เพื่อให้คนสามารถดื่มและกินได้โดยไม่ต้องถอดหน้ากากออก

         “ชุดไม่เข้านี่...”

         “หรือไม่เอา?”

         “เอา”

         เขาหัวเราะ

         “เสียดายชุดไม่มี อยากไปเดินเล่นกับเขาบ้างจัง” ติชิลาถอนหายใจ “ว่าจะเดินตอนคนไม่เยอะ แต่ออกมาช้า..”

         “ให้แป๊บเดียวนะ” เขาลูบหัวเธอเบาๆ

         เด็กสาวเบิกตา มองอีกฝ่ายอย่างมีหวัง

         “ทนเบียดเสียดเอาหน่อย”

         “ยอม” คนพูดหัวเราะร่าเริง ขณะเดินตามไปติดๆ “แต่ก็อยากได้หน้ากาก...”

         ทั้งสองคนหยุดยืนที่หน้าร้านหนึ่ง ติชิลาเลือกหน้ากากแบบครึ่งหน้า ฉลุลวดลายและประดับไว้อย่างสวยงาม มือหนึ่งเป็นหน้ากากขาวลายทอง ส่วนอีกข้างเป็นสีดำลายทองละม้ายกัน หากยังแตกต่างที่มีลวดลายของพระจันทร์เสี้ยว เธอชั่งใจไม่นาน จึงเลือกหน้ากากสีดำมา จัดการจ่ายเงิน

         เคลย์ตันเล่นขนนกที่ประดับอยู่ ก่อนหยุดมือเมื่ออีกฝ่ายวางทาบกับใบหน้า แล้วนิ่งอยู่พักหนึ่ง

         “ใส่ยังไง...”

         เขาก้มศีรษะเล็กน้อยเชิงขออนุญาต แล้วจัดการผูกเชือกด้านหลัง โดยเธอรวบผมตัวเองไว้ ให้เขาจัดการกับหน้ากากได้สะดวก

         “ขอบคุณ แต่ชุดไม่เข้ากันเลย”

         “กลับไปบ้านก็ลองเอาผ้าคลุมก็แล้วกันนะ” เขาหัวเราะ “มาเถอะ อย่าให้หลงนะ”

         ติชิลาพยักหน้าแทนการรับคำอย่างแข็งขัน

         “ขอบคุณนะ มิสเตอร์จีพีเอส”

         ทั้งสองคนเดินเข้าไปด้านในอีกครั้งหนึ่ง ติชิลาเดินตามผู้เดินนำหน้าไม่ห่าง

         นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเดินมาจากซอยทางขวา เบียดจนเซเกือบจะล้ม ทั้งกลุ่ม กว่าสิบคน เดินคั่นระหว่างเธอและเคลย์ตัน จนอีกฝ่ายห่างออกไปเรื่อยๆ

         ดูเหมือนว่าเธอจะหลงอีกครั้งหนึ่ง

         ติชิลายืนนิ่ง ลองตะโกนเรียกคนที่เดินนำหน้าแล้ว หากเสียงดนตรีจากข้างทางดังกลบเสียจนแทบไมได้ยินอะไร เด็กสาวถอนใจ ปักหลักยืนนิ่งอยู่ที่เดิม คลื่นคนยังซัดมาจากทุกทิศ มีเพียงตัวเองลำพังที่ยืนอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าเหล่านี้

         เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร แต่การเดินไปไหนมาไหนคงไม่เหมาะไม่ควร จึงได้แต่หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเหตุการณ์โดยรอบ หมุนตัวครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่เคลื่อนย้ายไปจากทีเดิม

         ภาพในวิวไฟน์เดอร์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เลนส์หมุนซูมเข้าออกเพื่อถ่ายภาพต่างๆ ติชิลาพยายามอย่างยิ่งที่จะถ่ายรูปต่อไป ทำตัวให้เป็นปกติ

         มือเธอสั่น...หากความกลัวในใจนั้นยิ่งกว่า

         ไม่นึกว่าวันเดียวจะหลงได้ถึงสองครั้ง

 

         นี่มันแย่...


เลนส์ถูกซูมออกจนเกือบสุด เด็กสาวเห็นเคลย์ตันกำลังเดินกลับมาทางเดิม เธอกด

         เธอเห็นเขาแล้ว..แต่เขาไม่ และดูเหมือนจะมีสีหน้าวุ่นวายใจอยู่เล็กน้อย

         ชัตเตอร์ถูกกดครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากที่ใจชื้นขึ้นมาบ้าง

         เคลย์ตันสอดส่ายสายตา

         หา โดยมองต่ำกว่าระดับสายตาเสมอ...

         เพราะเธอตัวเล็ก เป็นหลุมท่ามกลางมนุษย์คอเคเซียนทั้งหลาย ทำเอารู้สึกผิดขึ้นมาในทันที

         ติชิลาโบกมือไปมา เมื่ออีกฝ่ายเห็นจึงรุดเข้ามาหาในทันที

         “เกือบคลาดกันแล้ว”

         “คลาดกันแล้วต่างหากค่ะ” คนพูดถอนใจ “เคลย์ตัน เรากลับกันเถอะนะ อย่าไปต่อเลย จะลำบากคุณอีก”

         เขาไม่เอ่ยอะไร เพียงแบมือส่งมาให้ เธอวางมือ...อันที่จริงแค่ปลายนิ้ว อย่างระแวดระวัง

         “กลับกันนะ..?”

         “รังเกียจหรือ?”

         “ไม่ มัน...ลำบากคุณ”

         “แค่นี้เอง”

         ติชิลาไม่เอ่ยอะไรต่อ แม้จะยังไม่ได้ถอดหน้ากากออก หากก็ปล่อยให้เขาพาเธอเดินออกจากจัตุรัส เลี้ยวออกไปยังอีกทางหนึ่งซึ่งดูคลับคล้ายคลับคลาว่าตนเองเคยเดินผ่านมาแล้ว

         เธอเงยหน้ามองคนที่เดินข้างๆ รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงให้ใครต่อใครอย่างประหลาด

         “ถ้ามีทัศนศึกษาอีก ฉันว่าจะไม่ออกมาเดินเล่นแล้ว”

         “ทำไมล่ะ”

         “เดี๋ยวหลงอีก...” เธอถอนหายใจ “ถ้าไม่ออกมาเดินก็ไม่หลงใช่ไหม ก็นั่งอยู่ในโรงแรม ปลอดภัยกับทุกฝ่ายที่สุด”

         “แล้วไม่มีที่ไหนอยากเที่ยวหรือ”

         “มีค่ะ”

         “เดี๋ยวก็ได้ไป”

         เขาหัวเราะ ก่อนดึงมือเธอเบาๆ ให้หลบกลุ่มคนที่เดินสวนมา

         “มีที่อยากไปหลายที่เลย แต่ว่า...ต้องแล้วแต่ผู้ปกครอง”

         อีกฝ่ายมองตอบ ไม่เอ่ยถาม หากเธอทราบว่าเขาสงสัย

         “หากได้เรียนต่อ...ก็คงเป็นในประเทศ ก็ต้องขออนุญาตท่านตา..”

         เคลย์ตันมองด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเพราะต้องขออนุญาตก่อน หรือเพราะเธอเรียกตาว่าท่านตากันแน่

         “แต่...ถ้าไม่...  ก็คงต้องขอผู้ปกครองในตอนนั้น...”

         เคลย์ตันมองนิ่งๆ ไม่ถามต่อ และพาเธอเดินหลบคนไปตามทางที่เหมือนจะคุ้นเคย ทั้งสองคนเลี้ยวอีกสองสามครั้ง ข้ามสะพานเหนือคลองเล็กๆ ที่มีแมวสามสีตัวเดิมกับลูกๆ อีกสามตัว นั่งที่เดิม เหมือนตอนเธอเดินผ่านไปเมื่อตอนเย็น แต่กลับจำทางไม่ได้ 

         เธอประหลาดใจ...

 

         ทำไมเคลย์ตันถึงจำได้กันนะ


แสงไฟจากปลายคลองซึ่งคั่นระหว่างตึกดูระยิบระยับ เธอจำได้แล้วว่าเคยเห็นราวตากผ้าอยู่ที่ห้องชั้นสองของตึกฝั่งขวา มันไล่เรียงสีม่วง ขาว ชมพู เข้ากันอย่างประหลาด แม้ไม่รู้ว่าตั้งใจทำหรือบังเอิญก็ตามที ในตอนนี้ผ้าถูกเก็บไปแล้ว หากบางบ้านคล้ายว่าเร่งออกไปเฉลิมฉลอง จึงพาดผ้าตากน้ำค้างไว้ ให้สะบัดพลิ้วตามลมเย็นที่พัดเข้ามา จนเธอต้องใช้อีกมือที่เหลืออยู่กระชับคอเสื้อแน่นเข้า

         “ทำไมถึงไม่ออกมากับเพื่อน”

         ติชิลามองคนเดินนำ

         “...เพื่อนออกมากันก่อนแล้ว” เธอตอบ พลางถอนใจ “รออันเต๋อ ครึ่งชั่วโมง... ชั่วโมงกว่าก็แล้วยังไม่มา เลยออกมาเองเลย”

         อีกฝ่ายไม่เอ่ยอะไรต่อ กระทั่งอีกครู่หนึ่ง

         “แล้วคนอื่นๆ ล่ะ”

         “ก็ไม่ได้สนิทกับใครขนาดนั้น...” เธอมองชายชุดน้ำเงินข้างถนน ใช้มือเดียวที่ว่าง ยกกล้องขึ้นถ่ายในทันที “นอกจากเพื่อนผู้หญิง ฉันก็ไม่ได้สนิทกับใคร ฉัน...เพิ่งจะมาเรียนโรงเรียนสห ได้ปีนี้ปีที่สาม”

         “ตั้งสามปีแล้ว” เขาหัวเราะ “เพื่อนผู้ชายในห้องหลายคนก็อยากคุยกับชีล่า”

         “แล้วคุยอย่างเพื่อนหรือเปล่า?”

         เคลย์ตันถอนใจ ลูบศีรษะเธอเบาๆ แล้วจึงเดินต่อไป

         “มาคนเดียวไม่มีเพื่อนนี่ลำบากนะ...”

         “ก็มีผมแล้วไม่ใช่หรือ?”

         “เป็นเพื่อน?” เธอเงยหน้ามองอีกฝ่าย เขาหันมา ยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบ

         “อืม เป็นเพื่อนชีล่า”

         “แน่ใจนะ”

         อีกฝ่ายยิ้ม...เหมือนจะหัวเราะเบาๆ ที่เห็นเธอไม่ค่อยจะเชื่อว่าที่เขาพูดเป็นความจริง

         “งั้นก็ต้องขอบคุณเคลย์ตัน ที่อุตส่าห์ยอมเป็นเพื่อนผู้ชายคนแรก”

         เคลย์ตันยิ้มแทนคำตอบเหมือนเช่นเคย

         “ผมจะปล่อยมือแล้วนะ”

         และทำอย่างที่พูดในทันที

         ติชิลานึกสงสัย มองรอบข้างอยู่ครู่

         เธอจำได้… แค่เพียงเลี้ยวขวาที่หัวมุมข้างหน้า ก็จะไปถึงจุดนัดพบได้ อีกฝ่ายพามาส่งถึงที่จริงๆ ที่ถนนด้านหน้า เห็นเพื่อนนักเรียนบางส่วน กำลังเดินมุ่งตรงไปยังที่เดียวกัน เพราะใกล้เวลานัดรวมตัวพอดี

         เด็กสาวยิ้มให้อีกฝ่าย

         “ขอบคุณนะคะ เดินไปเองได้แล้วล่ะ ว่าแต่...คุณเสียเวลาเดินเล่นไปเลย”

         “เรื่องแค่นี้เอง...”

         “สำคัญนะ แทนที่จะได้เดินเล่นกับสาวๆ”

         เคลย์ตันเลิกคิ้ว

         เธอกะพริบตามองตอบ ก็พอรู้อยู่ว่าเคลย์ตัน เวสต์มอร์แลนด์ เนื้อหอม จะให้มาเดินเล่นคนเดียวคงผิดวิสัย แต่ก็แค่นั้น...แค่แซวเล่น ไม่เห็นอีกฝ่ายเล่นมุขตอบมา ก็ไม่กล้าแล้ว..

         ติชิลาถอนใจเบาๆ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ถนนสายหลัก ยิ่งเห็นนักเรียนเดินกันเป็นกลุ่ม เสียงหัวเราะร่าเริง ทำให้เธอนึกเสียดายช่วงเวลาที่น่าจะได้ใช้ร่วมกับเพื่อนๆ อยู่ไม่น้อย

         “เดินคนเดียวเหงาเนาะ”

         คนเดินข้างๆ ยิ้ม

         “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าพูดจาแก่แดดสิ”

         “เรียนปีเดียวกันนะ...”

         เขาหัวเราะ

         “แต่นั่นสินะ ถ้าหาหนุ่มมาเดินด้วยก็สบายไปแล้ว” คนพูดมุ่นคิ้ว “คิดได้ช้าไป แย่ๆ...”

         “เรื่องนี้ไปโวยวายกับไคล์มันเถอะ”

         “ทำไมต้องไปโวยวายด้วยล่ะ?” เธอมองหน้าอีกฝ่าย “แค่โวยเรื่องที่ไม่มาแล้วไม่โทรบอกก็พอ เสียเวลาน่าดู”

         เคลย์ตันยิ้มตอบ

         เพื่อนๆ ที่กลับมาจากอีกทางหนึ่งเอ่ยทักทายตลอดทาง ไปจนถึงลานนัดพบ

         ติชิลาเห็นอันเต๋อก้าวยาวๆ มาทางนี้

         สีหน้าเขาดูเคร่งเครียดกว่าปกติ ไม่เหมือนคนที่แวบออกไปเที่ยวแล้วกลับมาช้า ดูราวกับไปรบราฆ่าฟันกับใครมา แล้วเพิ่งจะพักทัพ ถึงกลับมาได้

         “หายไปไหนมา” อันเต๋อถาม

         “หายไปไหนมา”

         เธอถามกลับ

         เขาเงียบ ไม่เอ่ยอะไร

         “พามาส่งแล้ว” เคลย์ตันเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ดูแลด้วย”

         “ขอบคุณเคลย์ตันที่ช่วยนะคะ”

         อีกฝ่ายก้มศีรษะน้อยๆ และยิ้มแทนการตอบรับ แล้วจึงขอปลีกตัวไป

         ผู้ที่รออยู่มองเด็กสาวด้วยความสงสัย เขาชั่งใจไม่นาน จึงเอ่ยขึ้นมา

         “แล้วทำยังไงถึงไปเจอเคลย์ตันได้”

         เธอตวัดตามอง พิจารณาใบหน้าผู้ที่ตนคุยด้วย

         “ถามดีกว่าว่าถ้าไม่เจอเคลย์ตันแล้วจะทำยังไง”

         “เกิดอะไรขึ้นเยว่ฟาง”

         “ฉันไม่จำเป็นต้องตอบ”

         “งอนหรือ...”

         “เปล่า ไม่ได้งอน แต่โกรธ” เด็กสาวตอบทันที “ถ้านัดแล้วทำตามนัดไม่ได้ ก็อย่านัด มันเสียเวลาคนอื่นเขา”

         แล้วเธอก็ไม่ได้คุยกับเขาอีกเลย จนกระทั่งกลับถึงห้องพักที่โรงแรม

         จนกระทั่งกลับถึงโรงเรียน...

 

 
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
เขียนมาตั้งแต่มีนา ฮ่าๆๆๆ แย่ว่ะ เพิ่งเสร็จ ช่วยๆ อ่านกันหน่อยก็แล้วกันนะ T^T
 
ถามข้อมูลเฟอรารี่เยอะแยะ แต่ไม่ได้ใช้เลย รู้สึกว่าโอเวอร์โหลด
แต่เดี่ยวจะหาใส่ลงไป หึ
 
ยังไม่ได้ตรวจคำผิด ลืมๆ ไปก่อนนะ
 

Comment

Comment:

Tweet

ช้าก่อนชีล่า อย่าเพิ่งหมางเมินเต๋อถึงเพียงนั้น
//ปางห้ามสาวเมะ

ฟังก่อนอาจมีสงคราวด่วนทำให้มาตามนัดสาย...เกินไปเกินใจจะอดทนก็ได้ เราต้องให้โอกาสนะ ให้โอกาส

ปล. หลงทางเอง อย่าร้องนะคะ //รับการบีบจากผู้มีประสบการณ์โชกโชนนะคะ *บีบ*

#10 By นุ้งเหม ไม่ได้ล็อกอิน (161.200.50.76) on 2011-07-05 14:02

โอยยยยยยย
นี่มันน่ารักกกกกกกกกกกกก มากกกกกกกกกกกกก
คต ร้ายยอ่ะะะ

ทำไมนัทรู้สึกว่าชีล่ากับอันนาคล้ายกันขึ้นมา ฮ่าๆๆๆ

อ่านแล้วอยากไปอิตาลีเลยยยย

#9 By Anna D. Louis on 2011-06-04 21:34

บรรยากาศในเรื่องมันใช่มากค่ะ เวนิส~ ทะเล~~ คานวัล~~~ cry
งานเทศกาลมันก็คงจะวุ่นวายอย่างนี้
แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนถ้าหลงก็ลำบากทั้งนั้นแหละ!
สงสารชีล่าจังออกมาเดินคนเดียวเหงาแย่เลย โอ๋น้า ;w;
คุณเคลย์ตันน่ารักมาเลยล่ะ ว้าย~ /แอบเชียร์ cry
อันเต๋อทำไมทำกับชีล่าอย่างเง้ ว้าก!!! /ตบตี tongue

ขอบคุณที่พากันมาเที่ยวเวนิสนะค้า
อ่านแล้วอยากกลับไปปีนวิหารเล่นต่อเลยน้า ฮ่าๆ cry

#8 By ยู่ยี่. on 2011-05-22 16:09

เป็นหนุเจอแบบชีล่าคงได้ร้องไห้หาสถานทูต สถานกงสุลไปแล้ว (สติยังดีนะเธอ) ชอบวุ้ย ค.ต.หนุ่มน่ารักจริงๆ คริ!

#7 By Esther on 2011-05-22 00:08

เราชอบที่เขียนช่วงหลงทางมาก
รู้สึกว่าสื่อทั้งความกลัว และอะไรหลายๆอย่างได้ดีอ้ะ Orz
คือก็เข้าใจว่าใจหาย แต่ก็ยังไม่ได้สิ้นสติ ; ; ดีจัง

ปล.สงสารเต๋อนะ 55 แต่ก็ไม่รู้ แล้วแต่เวรกรรมนำพาค่ะลูก

#6 By Pupu Meteor on 2011-05-21 18:04

ว่าไงดีหนอ ขอคอมเม้นอื่นนอกจากที่บอกในสไกป์นะคะ(หัวเราะ)

ตอนที่อ่าน รู้สึกเหมือนได้ไปอยู่ ณ ที่นั้นจริงๆเลยค่ะ
ชอบบรรยากาศ ชอบวิธีเล่าที่ผ่านมุมของชีล่า
เหมือนได้เห็นสีสันละลานตา แผ่ออกมาจากฟิคเลย

ส่วนตัวแล้วชอบช่วงบทสนทนาเป็นพิเศษค่ะ
เป็นช่วงที่อ่านได้เพลิน เรื่อยๆ ไม่ติดขัด ไม่เบื่อไปก่อน
แบบอ่านแล้ว อ่านต่อได้จนจบน่ะ (เป็นความชอบส่วนตัวจริงๆ)

อ้อ เหมือนรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มอุ่นๆ บรรยากาศดีๆจากคุณเคลย์ตัน
กับสายตา ที่มองชีล่าเลยค่ะ ชีล่าภาคนี้ดูเด็ก แล้วน่ารักมากจริงๆ
ยังกับน้องสาวอะพี่ /ส่วนตัวเราอีกและ แต่อ่านแล้วคิดแบบนั้นจริงๆค่ะ

ขอบคุณพี่น้ำตาล ที่พาเราทัวร์คาร์นิวัลไปกับชีล่าด้วยนะค้า ฮี่

ปล. หลงคือประสบการณ์ชีวิตนะชีล่า /บีบๆ
อย่าโกรธอันเต๋อนานเลย สงสารเค้า คงมีเหตุผลสำคัญแหละน่า

#5 By SIN*SIN on 2011-05-21 01:34

แง้วววว ขอลงชื่อไว้ก่อนนะจ๊า แล้วจะมาอ่านเน้อ cry

#4 By Matilda & Jack on 2011-05-20 12:16

ธ่อวชีล่าาาาาาาาาา

#3 By Vermuth on 2011-05-20 11:06

ขำเมนต์เป้ ฮือ มาอ่านคนแรกเลย จัดหน้าก็ยังไม่ได้จัด ขอบคุณมาก นี่เธอไปมิลานกับสวิตรสินะ (?)

#2 By @Brown Sucre's on 2011-05-20 11:02

จะแยกร่างแยกจักรวาลมาแอ๊บเด็ก...แต่ก็ลุงงงงงงอยู่ดี

cry cry cry cry cry


เกือบได้ไปคาร์นิวัลที่เวนิซละเชียว แต่ขี้เกียจ ๕๕๕ (แอบเข็ดจากตอนไปมิลาน)

#1 By cyanic on 2011-05-20 03:46