[BT] Shila : Deja Vu
posted on 02 Jul 2009 23:23 by brown-sucre in BlodwenEvent, Shilaโค้งสุดท้ายแล้ว สู้ๆ กันน่อ
The BEGINs - Deja Vu
เนื่องจากตั้งให้มันไม่ออโต้ไม่ได้
กรุณากดปิดก่อน อ่านแล้วค่อยกลับมาฟังนะคะ ^^"
Shila : Deja Vu
“คุณชีล่าอย่าลืมไปเยี่ยมที่ร้านของพวกเรานะฮะ”
“ไปอยู่แล้วล่ะ ขอให้ค้าขายร่ำรวยนะ”
“ฮะ” เจครับคำก่อนถอนหายใจ แม้จะมีท่าทีกังวลอยู่บ้าง แต่ดวงตายังคงมีประกายสดใส “วันนี้วันแรกผมตื่นเต้นจังเลยฮะ ไม่เคยออกร้านแบบนี้มาก่อน แต่ผมจะพยายามให้เต็มที่ฮะ ไม่ให้เสียทีที่คุณชีล่าให้ผมลาหยุด”
“ขายให้สนุกก็จริง แต่อย่าลืมเผื่อกำไรเอาไว้มากินขนมนมเนยบ้างล่ะ อย่าให้เข้าเนื้อรู้ไหมเจค”
“ฮะ !”
เจคโบกมือไม้โบกมือ ก่อนที่จะวิ่งไปสมทบกับหนุ่มๆ ในร้านคนอื่น ซึ่งล่วงหน้าไปเตรียมร้านขาย ‘ขนมสนุก’ สำหรับงานวัดไว้ก่อนแล้ว เธอเห็นพวกเขาช่วยกันเข็นรถที่มีกล่องใส่วัตถุดิบสำหรับสินค้าไปอย่างระมัดระวัง พวกนั้นบอกว่าจะเอาไปปรุงกันที่โน่น เพื่อลูกค้าจะได้ของที่สดใหม่และสะอาดที่สุด ก็ถือว่าคิดดีแล้วก็ทำดีเสียด้วย
ชีล่าเดินกลับเข้ามาในร้าน เปิดหนังสือที่ซื้อมาอ่านเล่นฆ่าเวลาจนกว่าบ่ายแก่ๆ จะได้ไปที่บ้านของอามิน่า เพื่อให้อีกฝ่ายช่วยใส่ยูคาตะให้ แล้วไปเดินเล่นงานวัดด้วยกัน เสร็จแล้วก็จะกลับมาเปิดร้าน เพื่อจัดการเก็บข้าวของ และแจกแจงบัญชีต่างๆ ก่อนที่จะปิดร้านสองวันติด เพื่อให้พนักงานไปเที่ยวงานวัดได้
“กลับมาแล้ว”
ชีล่าหันมองน้องชายซึ่งเหงื่อโทรมกาย สวิตรเดินเข้ามาและตรงไปหลังบาร์ผสมเครื่องดื่มใส่น้ำแข็งอย่างคล่องแคล่ว ก่อนเทใส่แก้วทรงสูงให้คนเองแล้วยังยกมาฝากพี่สาวด้วยอีกหนึ่ง
“ไปช่วยคนเข้าใหม่ย้ายบ้านเป็นไงบ้าง เห็นอาร์มว่าเป็นหมอดูเหรอ”
“ใช่ คุณเอสเธอร์ แอชลิ่ง มาจากนิว ออร์ลีนส์เหมือนพวกเรา”
“ต๊าย บ้านเดียวกัน” หญิงสาวหัวเราะ “อยากให้เธอดูดวงจังเลยน้า ว่าเนื้อคู่จะมาเมื่อไหร่”
“ให้ผมดูแทนให้ไหม ว่าเนื้อคู่จะมาในไม่ช้า...” สวิตรยกมุมปากนิดๆ
“ภายในเวลากี่ปีแสงล่ะ”
ชายหนุ่มฟังพี่สาวเอ่ยแล้วก็หัวเราะเสียงดัง “คิดอะไรอย่างนั้นล่ะ เออ แต่ไปขนของนี่สนุกดีนะ ช่วยกันตั้งหลายคน” เขาใช้กระดาษทิชชู่บนโต๊ะไปหลายแผ่น กว่าจะซับเหงื่อที่หน้าและคอหมดได้ “มีผม กวิณ ลี แล้วก็คุณเกลด้วย”
“โอ๊ย งั้นพี่ย้ายออกจากเมืองแล้วกลับเข้ามาอีกหนได้มั้ยอะ อยากได้คนช่วยยกแบบนั้นบ้าง รวมแต่หนุ่มหล่อๆ ทั้งนั้นเลย”
“หล่อนี่หมายถึงลีออนด้วย?”
“สวิตร...” พี่สาวเอ่ยเสียงต่ำเป็นเชิงปรามน้องชายที่หัวเราะเสียงดัง
“ที่คราวก่อนผมบอกว่าลีออนสวยน่ะผมแค่แหย่หรอกน่า สนุกดี”
สวิตรมาอยู่เมืองนี้ได้พักใหญ่แล้ว เจคเล่าว่าแค่มาอยู่เพียงอาทิตย์เดียวก็เป็นที่รู้จักกันไปทั่วทั้งเมือง
‘อัธยาศัยดีเกินไปฮะ แต่นั่นมันเรื่องที่คนนอกเข้าใจผิดฮะ คุณซาเวียร์ไม่ได้บริการสังคมขนาดนั้น’ เจคเล่าต่อ ‘ผมแอบสงสัยเหมือนกันว่ามีอะไรไม่ดีบ้างมั้ยเนี่ย หล่อ รวย โสด อารมณ์ดี มีพี่สาวสวย’
‘งั้นให้นายช่วยคิดแทนก็แล้วกันเจค’ สวิตรที่เดินผ่านครัวตะโกนบอก ก่อนเดินถอยกลับมาแล้วเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย ‘งั้นอะไรที่ไม่ดีนายคงมีเยอะ ช่วยแบ่งมาใส่ฉันบ้างสิ’
พูดเสร็จน้องชายเธอก็เดินออกไปจากร้านทันที ชีล่าเลือกไม่ถูกว่าจะปลอบใจเจคหรือจะหัวเราะดี เลยได้แต่ปาดน้ำตาเนื่องจากกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
‘ไงล่ะ ผมบอกแล้วว่าคนเข้าใจผิด...’ เจคบ่นอุบอิบ ก่อนที่จะลืมมันเสียสนิททันทีที่ได้เห็นเสื้อซึ่งอีกฝ่ายยกให้ในตอนหัวค่ำ
จะมีบ้าง...บางสัปดาห์ที่เขาต้องบินกลับไปสหรัฐอเมริกาเพื่อทำงาน แล้วก็ต้องบินกลับมาทันที เพื่อดูแลการสร้างตึกโทรคมนาคมที่บลอดเวน น้องชายเธอเล่าว่าเทคโนโลยีคงไม่ได้ใช้สำหรับบลอดเวนโดยตรง ที่นี่ต้องการเพียงแค่ ‘บางส่วน’ เท่านั้น ตึกนี้จะมีสภาพเหมือนเป็นลูกข่ายขยายสัญญาณจากเมืองข้างๆ และในขณะเดียวกันก็เสริมระบบของบลอดเวนให้มีความรวดเร็วขึ้น รองรับการขยายตัวของเมืองซึ่งจะตามมาอีกในไม่ช้านี้
ชีล่าไม่รู้ว่าน้องชายยังอยู่ที่นี่เพราะเรื่องงาน หรือเอางานมาอ้างเพราะเป็นห่วงเธอกันแน่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็โชคดีที่ข้างกายยังมีคนในครอบครัวให้ความรัก และความห่วงใยอยู่ บางเรื่องที่รู้สึกเหมือนไม่อาจจะผ่านไปได้ ก็กลับกลายเป็นอีกอย่าง...ไม่ยากไม่เย็น
“พี่ไปงานวัดไหม”
“ไป สักพักว่าจะไปบ้านอาร์มแล้วล่ะ ยืมชุดยูคาตะแม่อาร์มไว้”
“ผมช่วยใส่ไหม ใส่เป็นนะ”
“ทำไมถึงใส่เป็นล่ะ”
“อา...อดีตแฟนเคยสอน” เขาหัวเราะเบาๆ “คนนั้นเขาเป็นลูกสาวร้านกิโมโนเก่าแก่หลายร้อยปี ผมเลยพอได้ความรู้มาบ้าง”
“เชี่ยวชาญใส่หรือถอดน่ะเรา”
“เฮ้ย” สวิตรร้องลั่น เมื่อพี่สาวกระเซ้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เป็นสาวเป็นนาง พูดจางี้ได้ไง ไม่ดี”
“ช่าย ตอนนี้ยังสาว แล้วก็เคยเป็นนางมาแล้วด้วย มุกแค่นี้ขำๆ น่า แล้วตกลงว่า...” ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงนิดๆ มองใบหน้าน้องชายซึ่งยิ้มซุกซนก่อนตอบเสียงเบา
“ถอดไม่สนุกหรอก หลังจากนั้นสนุกกว่า”
เสียงหัวเราะประสานดังจนพวกที่อยู่ในครัวโผล่ออกมามอง สวิตรทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ จนพี่สาวอดฟาดต้นแขนเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้
“ไปบ้านกันเหอะพี่ ร้อนชะมัด”
“อื้อ” เธอวางหนังสือไว้ที่เคาน์เตอร์ เลยเข้าไปบอกพนักงานที่อยู่ในครัว แล้วจึงควงแขนน้องชายเดินกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตร
หญิงสาวเดินออกจากบ้านมาพร้อมด้วยถุงสำหรับใส่เสื้อผ้าที่จะถอดเปลี่ยน และกระเป๋ากล้องแบบสะพายข้าง เธอซื้อกล้องดิจิตัลจากเมืองข้างๆ มาเมื่ออาทิตย์ก่อน หลังจากน้องชายถามถึงรูปถ่ายขึ้นมา ตอนเล่าเรื่องต่างๆ ที่เจอในเมืองตลอดสามปีให้ฟัง ทำให้เธอนึกได้ว่าตนเองไม่มีกล้องเลย พอมีเหตุให้ต้องไปส่งงานที่เมืองข้างๆ จึงแวะเข้าร้านขายกล้องในห้างใหญ่ หลังเสียเวลายืนมองกล้องระดับมืออาชีพอยู่นาน จึงตัดสินใจซื้อแบบดิจิตัลมา เพราะเอารูปลงคอมพิวเตอร์ได้เลย น่าจะสะดวกกว่าใช้ฟิล์ม เพราะที่บลอดเวนเองก็ไม่เห็นมีที่ไหนขายฟิล์มถ่ายภาพ และแน่นอนว่าหากใช้ฟิล์มก็ต้องไปล้างไกลถึงเมืองข้างๆ ดูแลไม่น่าจะคุ้มสักเท่าไหร่
เธอถ่ายรูปไปหลายร้อยภาพในชั่วเวลาไม่กี่วัน จะว่าไปเธอก็คิดถึงเสียงชัตเตอร์อยู่ไม่น้อย หลังจากกวนให้ผู้พันและผู้กองของเอเซนเป็น ‘สุนัขแบบ’ กิตติมศักดิ์แล้ว งานวัดก็คงเป็นงานแรกที่เธอจะได้ถ่ายอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเสียที
เธอถึงบ้านอาร์มราวสี่โมงเย็น ดอกไม้ที่เคยตั้งอยู่หน้าร้านถูกเก็บไปหมดแล้ว หญิงสาวเคาะประตูเบาๆ แล้วผู้ที่มาเปิดประตูคือเด็กหนุ่มผู้มีรอยยิ้มน่าเอ็นดูที่สุดคนหนึ่ง
“สวัสดีจ้ะธร”
“สวัสดีฮะคุณชีล่า พี่บอกให้ขึ้นไปด้านบนเลย”
“ขอบคุณนะจ๊ะ”
เธอเปลี่ยนไปใส่รองเท้าแตะสำหรับเดินในบ้าน จากนั้นจึงขึ้นไปด้านบนและเข้าไปในห้องที่น้องชายของเจ้าของบ้านบอก
แต่คนที่อยู่ในห้องมิได้มีแค่อามิน่าในชุดยูคาตะสีขาวมีลายสีส้มสดใส และเอเซนเองก็ดูเหมือนว่าเพิ่งจะคาดโอบิสีขาวทับยูคาตะสีน้ำเงินอมม่วงของตัวเองเสร็จ
“สวัสดีค่ะคุณชีล่า”
“อา...สวัสดีอาร์ม สวัสดีเอเซน แล้ว...” ชีล่ามองเลยไปยังหญิงสาวผิวเข้ม...ที่น่าเรียกว่เป็นสีน้ำผึ้ง ซึ่งนั่งอยู่มุมห้อง เธอละสายตาจากยูคาตะสีดำของตนเอง ส่งรอยยิ้มน้อยๆ อย่างเป็นมิตร “เราเพิ่งเคยเจอหน้ากัน ? ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันชีล่า ติชิลา มาร์โซ”
“พี่สาวคุณสวิตรนี่เอง น้องชายคุณช่วยฉันซะเยอะเชียวค่ะ”
“เอ๊ะ งั้นคุณคงเป็นคนเข้ามาใหม่ คุณแอชลิ่ง”
“เรียกเทอรี่ดีกว่าค่ะ เราสาวใต้เหมือนกัน”
“นั่นสิเนอะ” หญิงสาวหัวเราะ ก่อนเดินไปหาทั้งสามคน “ขอโทษที่มาช้า พอดียืนคิดอยู่นานว่าจะเอาเลนส์อะไรมาดี”
“จะถ่ายรูปอีกเหรอชีล่า” เอเซนมองผู้กอง ที่เดินทำจมูกฟุดฟิดรอบๆ กระเป๋าพลางกระดิกหาง
“ถ่ายสิ จะได้มีรูปเก็บไว้ดู” เธอตอบก่อนหันไปหาอามิน่า “ต้องรบกวนช่วยแต่งตัวด้วยนะอาร์ม”
“ไม่รบกวนหรอกค่ะคุณชีล่า ยิ่งได้คุณเอสเธอร์มา แต่งตัวคุณชีล่าคงแป๊บเดียวแหละ นี่คุณเอสเธอร์ก็ช่วยอาร์มกับเอเซนแต่งนะคะ”
“ฉันชอบเสื้อผ้าสวยๆ น่ะค่ะ ชุดพวกนี้เคยใส่ตอนทำงานอยู่บ้างเลยคุ้นเคยดี” คนพูดส่งเสื้อคลุมสีขาวให้ “ไปเปลี่ยนเอาเสื้อนี่คลุมด้านในห้องนะคะ แล้วออกมาหาฉัน เดี๋ยวจัดการต่อให้เอง”
เธอใช้เวลาไม่นานนักในการเปลี่ยนเสื้อ ก่อนเดินออกมาพร้อมกับถุงเสื้อผ้าที่เปลี่ยนออกแล้ว เอเซนรับถุงนั้นไปวางไว้อีกมุมหนึ่ง ส่วนอามิน่าก็ส่งผ้าอีกสองสามผืนให้เอสเธอร์ที่จับมันผูกรอบตัวอย่างชำนาญ
“เอ่อ...เทอรี่คะ งานของคุณนี่...คือดูดวง”
“ใช่ค่ะ ทำนาย พยากรณ์ ได้หมด จะสาปแช่งก็ได้แต่ไม่อยากทำเท่าไหร่นักหรอก เอ้อ ฉันเปิดร้านชั่วคราวอยู่หน้าร้านคุณอามิน่า มาเยี่ยมเยียนกันได้นะคะ ของคุณฉันจะดูให้ฟรีก่อนเลย คนบ้านเดียวกัน อ้อ แต่ฉันไม่รับทำเสน่ห์นะ”
“โอย เสียดาย ถ้ามีนะจะรีบทำเลย ให้หนุ่มที่ไหนก็ได้มาปลื้มมาหลงฉันเสียที ไม่รู้จะอีกกี่ปีแสง”
จู่ๆ คนที่กำลังจะเอาผ้ามาคาดทับยูคาตะให้ก็หยุดนิ่ง เอสเธอร์จับมือของเธอเอาไว้ นิ่งไปครูหนึ่งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมา
“สามวาระสิ้นแสง”
“คะ?” ชีล่ามุ่นคิ้ว “มันแปลว่าอะไรน่ะ”
“ฉันบอกคุณทั้งหมดไม่ได้หรอกค่ะ มันไม่สมควร”
แล้วผู้ที่เป็นนักพยากรณ์ก็จับเธอแต่งตัวต่อโดยไม่เอ่ยอะไรอีกเลย
ความรู้สึกเธอในตอนนี้ เหมือนกำลังอ่านใบเซียมซีจากวัดที่เมืองไทยชะมัด เขียนเป็นกลอนคล้องจอง เผินๆ คล้ายเข้าใจง่าย แต่ต้องอ่านอยู่สามรอบกว่าจะรู้ว่าหมายถึงอะไรบ้าง
แล้วไอ้ ‘สามวาระสิ้นแสง’ นี่มันหมายถึงอีกสามปีแสงเรอะ...
สวิตรยืนในชุดยูคาตะสีขาวลายน้ำเงินยิ้มกว้าง พลางแจกสูจิบัตรที่ลงรายละเอียดแผนผังร้านค้าให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมงานจนหมด ก่อนหยิบพัดไม้หอมที่เสียบไว้กับโอบิสีน้ำเงินอมม่วงเทาออกมาพัด จากนั้นเดินไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ด้านหน้า ซึ่งมีคุณมากาเร็ตและชายที่เธอชื่นชมนั่งอยู่ด้วยกัน ทำหน้าที่ประกาศเรื่องผ่านไมโครโฟนให้ผู้ค้าและนักท่องเที่ยวได้ทราบโดยทั่วกัน
“คุณเคลย์ตันฮะ ผมขออีกปึก”
“ได้ รอเดี๋ยวนะซาเวียร์” เขาแกะแผนพับห่อใหม่ แบ่งส่งให้สวิตรโดยไม่ได้นับ “แล้วนี่พี่สาวเราไม่มีหรือ? ”
“มาครับ แต่คงแต่งตัวอยู่ ผู้หญิงก็เงี้ยแหละฮะ เสียเวลากับเรื่องสวยๆ งามๆ”
“ต๊าย ก็คงต้องแต่งเยอะหน่อยล่ะค่ะ ไหนๆ ก็สวยแบบต้องเสริมเติมแต่งซะเยอะมาตั้งแต่ต้น” ผู้ทำหน้าที่โฆษกอีกคนหัวเราะเบาๆ “หวังว่าคงไม่แต่งเยอะมากไปจนนึกว่าหลงมาจากโรงละครนะคะ”
คนเป็นน้องชายฟังแล้วหัวเราะเสียงดัง ก่อนตอบ
“แหม ก็พี่ผมยังโสดอยู่นี่ครับ ก็ต้องอยากให้คนมอง ส่วนคุณมากาเร็ตน่ะสวยอยู่แล้ว ถึงไม่มีใครมองก็สวยสันโดษดี ไม่มีใครกล้าเทียบ”
“อุ๊ยต๊าย ปากหวาน” เธอตีแขนคนพูดเบาๆ กลบความเขินอาย ทำให้สวิตรยิ้มน้อยๆ ส่วนเคลย์ตันเพียงเม้มปาก และมุ่นคิ้ว ส่งสายตาเชิงปรามอีกฝ่าย
“งั้นผมไปแจกใบปลิวต่อก่อนนะครับ”
“สวิตร ! ”
“อ้าว” ชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อหันไปเห็นพี่สาว เขาเดินตรงไปยังกลุ่มหญิงสาวเบื้องหน้า “สวัสดีครับคุณผู้หญิง รับสูจิบัตรเข้างานด้วยนะครับ”
“มีสตาฟฟ์ขยันขันแข็งอย่างนี้ดูเป็นหน้าเป็นตางานดีจังเลยค่ะคุณสวิตร” อามิน่าหัวเราะ และเปิดสูจิบัตรดู “ถ้าจะพักก็ได้นะ ไปเดินเล่นกับคุณชีล่า...”
“อยากเดินกับอาร์ม” หญิงสาวตอบในทันที “อยากเดินกันตามประสาสาวๆ ไม่อยากเดินกับน้องชาย เบื่อแล้ว”
“ใช่ซี้ เห็นกันมาตั้งยี่สิบกว่าปีนี่” คนพูดแสร้งทำเสียงเหมือนงอน ก่อนหันไปยิ้มหวานให้อามิน่า “ฝากพี่สาวผมด้วยนะครับ”
“อาร์มยังไม่รู้เลยว่าใครจะดูแลใครกันแน่”
“ช่วยๆ กันดูแลนั่นแหละ” เขาตอบ “จะฝากผู้กองไว้กับผมไหมเอเซน ฝากไว้กับลุงเคลย์ตันก็ได้”
“ไม่เป็นไร พาเขาเจอคนบ้าง จะได้ไม่ตื่น” เธอลูบลูกสุนัขตัวเล็กในอ้อมแขนด้วยความเอ็นดู ผู้กองมองซ้ายมองขวาด้วยความสนอกสนใจ หากพอมีคนไม่คุ้นเคยเข้ามาใกล้ ก็จะซุกกับอ้อมแขนผู้เป็นนายในทันที
“ก็ดี” สวิตรพยักหน้า “เที่ยวให้สนุกนะครับ เอ้อ คุณแอชลิ่ง ยินดีต้อนรับอีกหนนะครับ ขอให้สนุกกับงานเทศกาล ถ้ามีปัญหาอะไรก็ถามสตาฟฟ์ที่ติดเข็มกลัดเชอรีลที่หน้าอกได้”
“บอกอาร์มเร็วกว่ามั้ย ? ” ชีล่าตอบแทนคนที่เอาแต่ยิ้มและมองหน้าน้องชายของเธอโดยไม่พูดอะไร
“เออ จริงด้วยว่ะพี่ เอาเป็นว่าขอให้สนุกนะครับ”
“อยู่แล้ว” พี่สาวตอบ ก่อนยกกล้องชูให้น้องชายดู
งานวันแรก...เธอถ่ายรูปสนุก แต่ตัวเธอเองเหมือนจะไม่รู้สึกสนุกสักเท่าไรนัก
ชีล่าเข้านอนตอนตีหนึ่งกว่าๆ หลังกลับไปเปิดร้านจนถึงเที่ยงคืน เข้านอนตอนราวตีสอง แล้วก็เพิ่งตื่นขึ้นมาตอนเก้าโมงกว่าๆ หลังจากจัดการธุระส่วนตัวแล้วจึงลงมานั่งที่ห้องใกล้ๆ สวน โหลดรูปภาพจากเมมโมรี่การ์ดลงโน้ตบุ๊ค และนั่งไล่ดูภาพที่ถ่ายมาที่ละภาพ
หญิงสาวยกแก้วชาเอิร์ลเกรย์เย็นจิบ ก่อนวางมันลงบนโต๊ะเหล็กดัดสีขาว ซึ่งตั้งอยู่ใต้ร่มคันใหญ่ ในสวนของบ้านที่น้องชายเพิ่งซื้อมา เธอถอนหายใจพลางมองต้นไม้เขียวและสนามหญ้า ซึ่งตนเองวางแผนว่าจะหาไม้ใหญ่มาลงเพิ่ม รอบๆ บริเวณที่สวิตรอยากจะสร้างสระว่ายน้ำ อีกทั้งยังคิดหาไม้ดอกมาปลูกให้บานสวยได้ทุกฤดูกาล แต่ที่แน่ๆ หลังงานวัดฤดูร้อน เธอจะให้น้องชายผูกชิงช้าให้ใต้ต้นไม้ใหญ่
ชีล่าอมยิ้มกับตัวเอง ขณะที่กลับไปสนใจรูปภาพต่อ เพราะในที่สุดเธอก็หลงรักบ้านนี้อย่างที่สวิตรบอกไว้จริงๆ ด้วย
เจคในชุดยูคาตะยืนอยู่ด้านหน้าสุด ด้านหลังเป็นพนักงานในร้านที่แต่งเครื่องแบบบริกรของบาร์ ซึ่งเจคบอกว่า ‘เอาไว้เรียกลูกค้าสาวๆ’ แววตาของทุกคนดูรื่นเริงสนุกสนาน เช่นเดียวกับบรรยากาศภายในร้าน รวมถึงสีหน้าของลุกค้าที่สื่อผ่านภาพถ่าย ขนมร้านของเจคขายได้...และแถมขายดีเสียด้วย ลูกค้านั่งรออยู่ในร้านจนต้องยกมาเสริม และก็ยังมีหลายรายที่ยืนรอรับขนมจากหน้าร้าน หวังว่าจะเดินไปทานไป
ร้านเครื่องดื่มของกวิณเองก็มีลูกค้ามาไม่ขาดสาย ถัดไปไม่ไกลมีร้านแอปเปิ้ลเคลือบน้ำตาลของคุณแคลร์ ชีล่าเองก็ได้อุดหนุนเธอมาไม้หนึ่ง แล้วก็ต้องซื้อไม้ที่สองเมื่อผู้พันและผู้กองชอบแอปเปิ้ลมากอย่างน่าประหลาดใจ
ชีล่าตัดสินใจปล่อยให้พนักงานหยุดในสองวันที่เหลือของงานวัด เพราะแค่เอารูปมาให้ดูทุกคนก็พากันตื่นเต้นกับจำนวนลูกค้าในร้านของเจค เปรยๆ ว่าอยากไปช่วยทำงาน อยากช่วยทำอาหาร เธอก็เลยสนองให้ เรียกเสียงขอบคุณไม่ขาดปากจากเด็กๆ ในร้าน
พวกนั้นก็พากันไปร้านขายชุดยูคาตะที่มาเปิดในงาน และเตรียมพร้อมช่วย ‘เชฟใหญ่’ ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ก่อนไปได้บอกเธอว่าวันนี้บางคนจะแต่งชุดแบบญี่ปุ่น พนักงานในร้านจะได้ดูหลากหลาย เรียกลูกค้าสาวๆ ได้เยอะ
หญิงสาวกดภาพไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงที่แสงอาทิตย์ยังเจิดจ้า กระทั่งมันลับขอบฟ้าสาดแสงสีส้มปกคลุมทั่วทั้งงาน และในที่สุดความมืดก็เข้ามาแทนที่ พร้อมกับแสงไฟระยิบระยับเป็นวงงดงาม ผู้คนที่เดินในงานดูเพลิดเพลิน บ้างหัวเราะ บ้างพูดคุยกับคนที่เดินข้าง เป็นคู่ ดูน่ารัก...
และน่ารำคาญใจอยู่ไม่น้อย
เธอเลยว่าจะไปไปเดินงานเห็นภาพคนเดินคู่กันให้บาดใจ แต่จะไปช่วยเจคขายของอีกแรง
ร้านของเจคโชคดีที่สามารถขยายแผงออกไปได้อีกบล็อกหนึ่ง ซึ่งแม้จะไม่มากแต่พอสำหรับโต๊ะที่บรรดาหนุ่มๆ จาก Brown Sucre ยกมาเสริม ในวันที่สองเจคได้เพิ่มเมนูอาหารหลายอย่าง เนื่องจากมีคนมาช่วยมากขึ้น มุมหนึ่งของร้านเลยกลายเป็นครัวย่อมๆ ไปโดยปริยาย จากเดิมที่มีเพียงขนมหวานก็เพิ่มเป็นอาหารคาวด้วย แถมยังตกแต่งจานเสียดิบดี โดยเพิ่มราคาเพียงเล็กน้อย เรียกได้ว่ารับความนิยมเพราะทั้งถูกและสวยงาม เหตุที่ทำเช่นนั้นได้เพราะพ่อครัวของที่ร้านก็มาอยู่ที่นี่กันหมด ทำให้เจคเปลี่ยนไปควบคุมงานแทน ลดภาระจากวันแรกที่ต้องจัดการเองเกือบทุกอย่าง
ชีล่าเลยคิดอยู่ว่าจะไปช่วยพวกนั้นขายของบ้าง คงจะได้บรรยากาศต่างจากที่บาร์อยู่มากโข และอย่างน้อยก็ได้มีอะไรทำ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องเครียดอย่างตอนนี้
หญิงสาวลุกจากเตียงราวแปดโมงเช้า จัดการกับเตียงแล้วจึงหยิบเสื้อคลุมสวมทับชุดนอนแพรตัวสั้นเหมาะกับหน้าร้อน ห้องของเธอมีเครื่องปรับอากาศ แต่เธอไม่ค่อยได้ใช้ เพราะคิดว่าอากาศตามฤดูกาลของบลอดเวน แค่พัดลมก็มากพออยู่แล้ว เว้นแต่บางวันที่ร้อนจนทนไม่ไหว ซึ่งก็ไม่บ่อยนัก
ชีล่าลงไปที่ครัวซึ่งยังไม่เรียบร้อยดีนัก ยังเหลือเครื่องครัวอีกหลายรายการที่จะมาหลังงานวัด แต่สำหรับเครื่องชงกาแฟ ดูเหมือนว่าสวิตรจะตรงดิ่งไปเมืองข้างๆ และซื้อมาประดับไว้ก่อนที่ทั้งสองคนจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเสียอีก
เธอเดินกลับขึ้นมาด้านบน เปิดกระป๋องใส่คุกกี้และนั่งลงยังโต๊ะตัวเล็กริมระเบียงห้องนอนเพื่อใช้เวลาที่มีมากมายให้หมดไป พลางนึกอยู่ว่านอกจากจะยกขาตั้งกล้องออกไปถ่ายรูปพลุคืนนี้แล้ว เธอยังมีอะไรที่ต้องทำอีกไหมในวันนี้
เมื่อคืนเธอเดินกลับเข้าบ้านตอนสองทุ่มกว่าๆ หากน้องชายยังอยู่ที่งาน วิ่งรอกระหว่างร้านของเจคและกวิณ ซึ่งดูเหมือนเขาจะเรียกแขกได้ดี...หลังจากที่เจอเธอฟาดแขนไปเสียที เนื่องจากมาผิวปากแซวเธอจากด้านหลัง
‘โอ๊ย ถ้ารู้เป็นพี่ไม่แซวหรอก’ สวิตรวิ่งหลบเข้าไปในร้านกวิณ
‘ถึงเป็นผู้หญิงอื่นก็ไม่สมควรแซว’
‘ก็นานๆ เห็นใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นเอวสูงเป็นวัยสะรุ่นซักที แหม...สีชมพูม่วง เปรี้ยวนะนั่น ผมแค่แซวนิดแซวหน่อยไม่เป็นไรหรอก ลูกค้าที่รออยู่จะได้ครึกครื้น’ น้องชายเธอตะโกนสวนออกมา ‘อย่าโมโหน่า ทุกท่านครับ พี่สาวผม ตอนนี้กลับมาโสด สนใจติดต่อได้พี่ผมนะครับ’
ก่อนที่เธอจะคิดบัญชี สวิตรก็เดินหายไปไกล ทิ้งเธอไว้กับสายตา และรอยยิ้มจากคนแถวๆ นั้น
เสียงเคาะประตูทำให้หญิงสาวหันมอง
น้องชายที่สวมเสื้อกล้ามขาวและกางเกงแพรจีนสีแดงเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งพี่สาวคิดว่ามันกว้างขวางเสียจนน่าสงสัย
“ได้ยินเสียงพี่ลงไปทำอะไรกินในครัว”
“แน่สิ ฉันไม่ลงไปทำอะไรกินในห้องหนังสือหรอกนะ”
“ยังโกรธผมเหรอ” สวิตรก้มตัว วางศีรษะตนเองบนบ่าของพี่สาว “แซวเล่นน่า เมื่อคืนน่ารักดีออก ถ้าไม่แจ่มจริงๆ ผมไม่ผิวปากแซวหรอกน่า ขานี่สวยสาวๆ อายเลยนะ เซลลูไลท์ไม่มี...แจ่มๆ”
“ก็ใครว่าอะไรล่ะ”
“โฮ้ย ผมรู้ พี่สาวผมน่ารัก ไม่ถือสาหาความหรอก” เขาหอมแก้มอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนลงนั่งยังเก้าอี้อีกตัว “คืนนี้ไปงานอีกไหม”
“ไม่ค่อยอยากไป เบื่อแล้ว มีแต่คนเดินเป็นคู่” ชีล่าหัวเราะเบาๆ “แต่คิดว่าจะไปถ่ายรูปพลุแหละ ท่าทางจะสวย กำลังนึกๆ อยู่ว่าวิวตรงไหนจะสวย”
“อ้าว ไม่เดินงานหรอกเหรอ งั้นทำไงดีล่ะเนี่ย วันนี้ผมต้องไปคุมพลุด้วย”
“มีอะไรหรือไง?”
“คือ...เพื่อน ไม่สิ คนรู้จัก ที่สนิทมากๆ เขามาทำงานแถวนี้พอดี เลยชวนมาเที่ยว ทีแรกก็ว่าจะมาตั้งกะวันแรกไง ผมค่อนข้างว่าง แต่พอดีเขาติดประชุมยืดเยื้อ เลยจะมาได้วันนี้ตอนเย็นๆ”
“แล้วยังไงล่ะ”
“ผมฝากเขาไว้กับพี่ได้มั้ย เดินเล่นเป็นเพื่อนเขาหน่อย”
“ผู้ชาย?”
“อ้อ อืม พี่ชายที่สนิทกันมากน่ะ ไคล์ นอกซ์-แกริสสัน”
“อ๋อ คนนี้ที่เราเคยเล่าให้ฟัง ได้สิไม่มีปัญหา”
“เยี่ยมเลย งั้นผมไปอาบน้ำก่อนละ เดี๋ยวต้องไปประชุมเรื่องความปลอดภัย” สวิตรเดินเข้ามาหอมแก้มพี่สาว ก่อนเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ชีล่าจิบกาแฟจนหมดแก้ว แล้วผู้เป็นพี่ถึงนึกขึ้นได้ ว่าตนเองไม่รู้จักหน้าแขกของน้องชาย
แล้วจะหากันเจอได้อย่างไร?
เขาเกือบจะวิ่งในทันทีที่รถจอดสนิท มุ่งตรงไปยังจัตุรัสที่สวิตรบอกว่าให้ตรงมาเรื่อยๆ แต่ถึงอีกฝ่ายไม่บอกเขาก็มาถูกอยู่ดี เพราะเสียงเพลงและแสงไฟจากร้านค้าค่อยๆ สว่างไสว จนรู้สึกว่าตนเองคล้ายเป็นแมลงที่กำลังบินเข้าไปล่อไฟ ทั้งที่ยังไม่มืดดีสักเท่าไรนัก
เขานั่งเครื่องบินเจ็ทตรงมาลงที่สนามบินเมืองข้างๆ ซึ่งมีรถจอดรออยู่แล้ว ตลอดทางที่อยู่ในคาดิแลคสีดำซึ่งทางบริษัทจัดมาให้จากสนามบิน ชายหนุ่มยังคงต้องอ่านเอกสารสืบเนื่องมาจากการประชุมที่ฝรั่งเศส ซึ่งยืดเยื้อกินเวลามาอีกสองวัน เนื่องจากลูกค้าของเขาอยากได้จะของดีในราคาถูก ทั้งที่ก่อนหน้าตกลงกันไว้อีกอย่าง
เป็นเรื่องงานที่ชวนให้ปวดหัว แต่ตอนนี้เขาเลือกที่จะโยนมันทิ้งไปก่อน
มีเรื่องที่น่าสนใจมากกว่า...ในเมืองนี้
สวิตรบอกว่าที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ หรือจะพูดให้ถูก ต้องเดินหาคลื่นโทรศัพท์เหมือนเมื่อสิบยี่สิบปีก่อน แต่คนที่ชวนเขามาก็ไม่บอกว่าจะหากันเจอได้อย่างไร ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ด้านหน้างาน แล้วจึงตรงเข้าไปยังโต๊ะประชาสัมพันธ์เพื่อสอบถามถึงคนที่นัดไว้
“อ๋อ เห็นวิ่งรอกไปมาระหว่างที่หาดกับที่งานนี่น่ะ” หญิงวัยห้าสิบกว่าตอบเขา “เหมือนจะตามตัวยากหน่อย จะให้ประกาศออกไมค์ไหม”
“ขอบคุณครับ แต่ไม่เป็นไร”
“นี่ๆ...คุณคะ คุณน่ะแหละ” ดวงตาของผู้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เป็นประกาย เธอมองซ้ายมองขวา ก่อนโน้มตัวไปข้างหน้าและเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เป็นคนรู้จักน้องชายเจ้าของบาร์เหรอ”
ชายหนุ่มมุ่นคิ้วนิดๆ “เป็นเพื่อนสนิทครับ”
“เหรอ...” มากาเร็ตกวาดตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเยาะๆ “ตามมาหากันถึงนี่เชียว ทุ่มเทดีนะ”
“ขอบคุณที่มองว่ามันเป็นการทุ่มเทนะครับ” ผู้พูดยกมุมปากนิดๆ ก้มตัวเล็กน้อยเพื่อบอกอีกฝ่าย “ผมดีใจที่คุณมองว่าผมเป็นคนอย่างนั้น”
“อ๊ะ...เอ้อ ก็...ก็ไม่มีอะไรหรอก” เธอหันรีหันขวาง หยิบสูจิบัตรงานยัดใส่มืออีกฝ่ายทันที “ขอให้สนุกก็แล้วกันนะคะคุณ...”
“ไคล์ นอกซ์-แกริสสันครับ”
“ยินดีต้อนรับสู่บลอดเวนค่ะคุณนอกซ์-แกริสสัน”
“ขอบคุณครับคุณมากาเร็ต”
“อ๊ะ รู้ชื่อชั้นได้ไง” เธอขมวดคิ้ว
“ก็ด้านหน้าเขียนป้ายชื่อคุณไว้ แต่ไม่ได้เขียนนามสกุล คงไม่โกรธที่ผมเรียกชื่อคุณไป” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง จนดวงตาสีน้ำตาลหรี่ลงเล็กน้อย “ไว้มีโอกาสคงได้เจอกันอีกนะครับ”
“เอ่อ...ค่ะ”
เขาเดินจากไป จึงไม่ทันได้ยินบทสนทนาที่เกิดขึ้นยังโต๊ะประชาสัมพันธ์
“คุณมากาเร็ตคะ นั่นใครเหรอ” หญิงวัยห้าสิบอีกคนหนึ่งขยับแว่นทรงกลมของตนเอง หลังจากไปห้องน้ำและกลับมาเจอชายคนนั้นกำลังสนทนาอยู่กับเพื่อน บรรยากาศรอบกายเขาทำให้เธอยืนนิ่งไม่กล้าแทรกบทสนทนา
“ก็...คนรู้จักน้องชายเจ้าของบาร์”
“ต๊าย หล่อนะคะ”
“ก็เหมือนคนเอเชียทั่วไปแหละ”
เธอสะบัดหน้า หากสายตาเหลือบมองตามหลังชายที่ทำให้เธอหน้าแดงได้ เพราะนอกจากคุณเวสต์มอร์แลนด์ และน้องชายเจ้าของบาร์ ‘บ้าง’ ในบางครั้งแล้ว ก็เพิ่งมีคนนี้นี่ละ
ไคล์เดินไปร้านน้ำชาที่อยู่ไม่ไกลนัก ซื้อเอิร์ลเกรย์เย็นมาแก้วหนึ่ง เมื่อหมุนตัวกลับมาก็สบสายตาผู้คนที่เดินสวนทางทำให้ต้องสำรวจตนเอง คนส่วนใหญ่สวมใส่ชุดสบายๆ แล้วก็ชุดยูคาตะของญี่ปุ่น มีแต่เขาที่สวมเสื้อกั๊กทับเสื้อเชิ้ตและรองเท้าหนัง
คนที่ทำตัวแปลกแยกโดยไม่ทันนึกเอะใจผ่อนลมหายใจยาว เขาฝากวางแก้วน้ำไว้กับร้านค้าแถวนั้น ปลดกระดุมแขนเสื้อและพับมันขึ้นจนถึงข้อศอกและออกเดินต่อไป จะให้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตอนนี้ก็เสียเวลาไปหน่อย เรื่องแค่นี้ไม่ได้หนักหนาอะไรนัก
แล้วทุกสิ่งที่ทำให้เขารู้สึก ระลึกรู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนก็พลันหยุดนิ่ง กระแสคนที่เดินไปมาราวกับสายน้ำที่ไหลไม่หยุด ท่ามกลางความเคลื่อนไหว...มีเพียงเขาและ ‘เธอ’ คนนั้นที่หยุดนิ่ง
ชีล่า มาร์โซ เป็นเช่นนั้นมาตลอด
เธอถูกโอบกอดด้วยแสงสว่างไสว ท่ามกลางผู้คนรายล้อม อย่างยากที่เขาจะเข้าถึง แต่แค่เพียงได้มองเช่นนี้...ก็ดีมากแล้ว
ชายหนุ่มก้มลงมองพื้น ถอนหายใจแรงก่อนเงยหน้า คิดเผื่อไว้ในใจว่าคงไม่ได้เห็นหญิงสาวในชุดยูคาตะขาวลายดอกไม้สีชมพูที่มีหน้ากากจิ้งจอกคาดศีรษะอีก หากผิดคาด
ท่ามกลางผู้คนมากมาย เธอกลับมองตรงมาที่เขา
หญิงสาวที่บังเอิญสบตากับคนแปลกหน้ายิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ไม่ได้ยิ้มกว้างอย่างผู้หญิงหลายคนที่จงใจให้เป็นที่สังเกต เธอเพียงแค่ยิ้ม ให้กับคนที่ตกอยู่ท่ามกลางกระแสคนเฉกเช่นกัน
ก่อนหน้านี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง
งานเลี้ยงที่มีผู้คนมากมาย ชายหนุ่มในชุดสง่า หญิงสาวในชุดหรูหรา สวยงาม เช่นเดียวกัน...ท่ามกลางผู้คนที่เดินไปมา เขาเหมือนเป็นคนแปลกหน้า หาก ‘เธอ’ ที่แค่บังเอิญหันมากลับยิ้มให้เขา เป็นยิ้มที่ตอกหมุด ตรึงตัวและใจของเขาไว้ยังจุดเดิม ไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้
จนทุกวันนี้...
ภาพที่ซ้อนขึ้นมามลายในทันที เมื่อวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกระแทกไหล่เขาพร้อมเอ่ยคำขอโทษ เขาบอกว่าไม่เป็นไร และเมื่อหันกลับมา เธอที่เคยอยู่ตรงนั้นก็หายไป...เหมือนคราวนั้น
ครั้งก่อน เพราะเธออยู่เคียงข้างใครอีกคนที่โอบ และหวงแหนเธอทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ทำให้เขาไม่กล้าก้าวตามไป แม้จะยืนบนพื้นเดียวกันหากห่างไกลราวคนละโลก
แต่ไม่ใช่...ไม่ใช่สำหรับวันนี้ ทุกอย่างต่างออกไป
เขาหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่ ก่อนตัดสินใจก้าวตามไป
ในตอนนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีคำว่า ‘ผิด’ มีเพียงแต่โอกาสที่ลอยอยู่เบื้องหน้า และเขาก็ตัดสินใจเอื้อมไปคว้า อย่างที่ใจปรารถนาจะทำมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน...ก็เท่านั้น
ตัดริบบิ้นเปิดงานวัด !
(ทำไมไม่มีใครอัพงานวัดก่อนฉันเลยล่ะ orz )
ยังไงก็รบกวนทุกท่านด้วยนะคะ
เลยต้องพาอันเต๋อเข้ามาในชีวิตชีล่า
(ไม่งั้นคงได้ไปธนาคารสเปิร์ม 555+)
พอคิดไปคิดมา เอ๊ะ หนุ่มคนนี้มันคุ้นๆ อยู่นะ
แบบ อา...เหมือนเคยรู้จักที่ไหน
อย่างตอนก่อนหน้านี้เป็น Rainy Days an Mondays ของคาร์เพนเทอร์ส
แล้วพองานวัด...นึกไม่ออก TwT
อีฟก็ไม่ใช่หมอดูซะด้วย ต้องดักถามแม่หมอเทอรี่ซะแล้ว

สงสารป้านิดๆ แต่ขำป้ามากกว่า 555555 สวิตรด่าได้เจ็บจี๊ดใจดีแท้ 55555 (แล้วป้าก็ยังไม่รู้ตัว)
#1 By ป้าซาบ on 2009-07-03 00:11